อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

เก็บ"เห็ด"ทานเอง เจอพิษทำตับวาย!

อันตรายกว่าที่คิด! กิน "เห็ดพิษ" เพียงแค่ชิ้นเล็กๆแต่มีฤทธิ์ร้ายแรง ทำให้ "ตับวาย" พรากลมหายใจไวจนไม่ทันตั้งตัว! เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น.


ฝนมา..เห็ดมา.. ผู้ที่ชอบทานเห็ดพึงระวัง วันนี้ "Healthy Clean" ขอพามาทำความรู้จักกับอาหารคู่ฤดูฝนที่หลายๆคนชื่นชอบอย่าง "เห็ด" อาหารชิ้นเล็กๆ แต่หากเลือกทานผิดแล้ว ก็อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียได้...

โดย "รศ.พญ.วรนุช จงศรีสวัสดิ์" หัวหน้าสาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้บอกเล่าเรื่องราวของ "เห็ดพิษ" ว่า รายงานของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี2561 พบผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษประมาณ 1,300 คน แต่จริงๆแล้วอาจจะมีมากกว่านั้น เพราะก็มีผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล



สำหรับ  "เห็ดที่สามารถรับประทานได้" ได้แก่ เห็ดแดงกุหลาบ , เห็ดไข่เหลือง , เห็ดระโงกขาว , เห็ดโคน ,เห็ดโคนฟาน , เห็ดก่อเหลือง , เห็ดกูด , เห็ดไข่ , เห็ดตับเต่า ,เห็ดน้ำแป้ง , เห็ดหล่มกระเจียว , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดพุงหมู , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดเพาะ (ไม่มีราก) , เห็ดมันปู , เห็ดจั่น

ส่วน "เห็ดที่ไม่สามารถรับประทานได้"  ได้แก่ เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น , เห็ดระโดงตีนต้น , เห็ดคล้ายเห็ดโคน , เห็ดตอมกล้วยแห้ง , เห็ดข่า , เห็ดขี้ควาย , เห็ดระโงกหิน , เห็ดไข่ , เห็ดมันปู่ใหญ่ , เห็ดดอกกระถิน , เห็ดแดงก้านแดง , เห็ดเผาะ(มีราก) , เห็ดขี้วัว , เห็ดไข่หงษ์ , เห็ดโคนส้ม



"โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลหลังรับประทานเห็ดนั้น สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย" ซึ่งความรุนแรงของอาการก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไป จะแสดงอาการภายในครึ่งวันหรือหนึ่งวันหลังจากรับประทานเข้าไปก็ได้ เบื้องต้นอาจจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระเหลว แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 1-2 วันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากไปตรวจเลือด ก็จะพบว่ามีค่าการทำงานของตับและไตผิดปกติ

และหลังจากรับประทาน "เห็ดพิษ" ไป 2-3 วัน ก็จะเกิดอาการ "ตับวาย" ที่สามารถสังเกตได้จากตาและตัวเหลือง เริ่มมีอาการทางสมอง เนื่องจากเมื่อตับวาย สารพิษจะไม่ถูกทำลาย จะเข้าไปสู่สมอง ทำให้สมองบวม คนไข้ก็จะเริ่มมีอาการสับสน ไม่รู้สึกตัว สื่อสารไม่รู้เรื่อง และ "บางรายหากแพ้มากก็มีรายงานว่ารับประทานไปเพียงแค่ดอกเดียวก็เสียชีวิตได้"



แต่หากทราบว่า ได้รับประทาน "เห็ดพิษ" เข้าไปแล้วก็แนะนำให้ไปล้างท้องที่โรงพยาบาลเพื่อเอาเห็ดพิษออกมาจากกระเพาะให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับประทานผงถ่านเพื่อดูดซับสารพิษและให้สารน้ำเพื่อขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ แต่ในช่วงของอาการที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ การอาเจียนและอุจจาระเหลว เนื่องจากร่างการสูญเสียน้ำมาก "อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตไปจนถึงภาวะตับวายได้" และเมื่อการรักษาแบบประคับประคองไม่สามารถทำได้ ก็ต้องมีการรักษาในโรงพยาบาลที่มีความสามารถที่จะปลูกถ่ายตับได้

โดยมาจากการประเมินญาติพี่น้องของผู้ป่วย ว่าจะสามารถบริจาคส่วนหนึ่งของตับเพื่อจะมาปลูกถ่ายตับได้หรือไม่ ซึ่งการตรวจผู้บริจาคก็ต้องมีการตรวจอย่างละเอียดเพิ่มให้ได้ตับที่แข็งแรงและมีความเข้ากันได้ โดยใช้ระยะเวลา 3-5 วันในการประเมิน ระหว่างนั้นก็จะใช้การรักษาแบบประคับประคองไปก่อน ทั้งการฟอกเลือด ยาลดการสมองบวม เป็นต้น



"ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ เห็ดจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงเป็นช่วงที่คนนิยมรับประทานเห็ดกันมาก ซึ่งปกติแล้วก็จะมีการเก็บเห็ดมาทานตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย หรือเรียกได้ว่าตลอดชีวิต โดยบางคนก็เชื่อว่า..หากนำเห็ดมาต้มสุก พิษก็จะหายไป.. แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความร้อนไม่สาามารถทำลายพิษได้ อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกของ "เห็ดที่มีพิษ" กับไม่มีพิษบางชนิดนั้นใกล้เคียงกันมาก หมอก็ไม่แนะนำให้เก็บเห็ดมาทานเอง ฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆเช่นนี้ที่จะนำไปถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยค่ะ"... 

....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “พรรณรวี พิศาภาคย์”

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : กรมควบคุมโรค,Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น