อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

ไม่ทำการบ้านถึงขั้น''ติดคุก''

แม่กับลูกจะทะเลาะกัน แต่ที่ผ่านมาเยาวชนหญิงวัย 15 ปี ก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขึ้น การพรากแม่ลูกของศาล ถือเป็นความอยุติธรรมภายใต้กฎหมายที่เลือดเย็นโหดเหี้ยมอย่างเหลือเชื่อที่สุด พุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น.


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา สำนักข่าวโปรพับลิก้านำเสนอข่าวเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกศาลตัดสินให้เข้าไปอยู่ในศูนย์กักกันเยาวชน (คุกเด็ก) หลังทำการบ้านไม่เสร็จตามที่โรงเรียนจัดให้ทำในช่วงการเรียนการสอนทางไกล

ข่าวนี้เราจะเห็นปัญหาสามส่วนครับ 1.การเหยียดผิวอย่างเป็นระบบ 2.วิกฤติโควิด-19 และส่วนสุดท้ายความอยุติธรรมภายใต้กฎหมาย

เรื่องราวมันเกิดขึ้นดังนี้คือ ในรัฐมิชิแกน ศาลเยาวชนตัดสินให้เอาตัวเด็กหญิงวัย 15 ปีไปขังที่ศูนย์กักกันเยาวชน หลังเธอฝ่าฝืนทัณฑ์บน ซึ่งระบุว่าต้องทำการบ้านที่โรงเรียนสั่งออนไลน์ให้เสร็จ ปรากฏว่าเยาวชนหญิงซึ่งต้องเรียนผ่านออนไลน์และอยู่ในช่วงทัณฑ์บนไม่อาจทำการบ้านเสร็จได้ จึงถูกนำตัวขึ้นศาลเยาวชน และผู้พิพากษาตัดสินให้เอาตัวไปขังจนถึงเดือนกันยายนจากการฝ่าฝืนทัณฑ์บนนี้



ก่อนหน้านี้แม่ของเยาวชนวัย 15 ปี ซึ่งตัวแม่ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรเอกชน ตั้งท้องตอนอายุ 44 ปี เลี้ยงลูกสาวในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว ก่อนจะพบว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ มีอาการสมาธิสั้น ช่วงวัยรุ่น แม่ได้แจ้งตำรวจว่าโดนลูกตวาดพยายามทำร้ายร่างกาย ซึ่งสาเหตุที่เธอแจ้งตำรวจก็เพราะไม่รู้จักเบอร์หน่วยงานที่ดูแลเด็ก เมื่อตำรวจมาแทนที่เรื่องมันจะจบ แต่เพราะความที่เธอและลูกเป็นคนดำ มันเลยมีประเด็นเหยียดผิวซ่อนอยู่ในระบบมากมาย ตำรวจจัดการดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้มีการพูดคุยกันเหมือนเวลาไประงับเหตุคนขาว

การสอบสวนพบว่าเด็กหญิงคนนี้มีพฤติกรรมขโมยไอแพดเพื่อนที่โรงเรียน แน่นอนว่าโทษที่เกิดขึ้นและผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนมันไม่น่าจะมีเหตุอะไรมาก อาจตักเตือนส่งเข้าบำบัดอาการระงับความโกรธและให้ผู้เชี่ยวชาญสอนเรื่องการเข้าสังคม แต่เพราะเธอเป็นคนดำ ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยคนผิวขาว ผู้ปกครองเด็กที่ถูกขโมยของ กลับเอาเรื่องถึงที่สุด เพื่อไม่ต้องการให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แน่นอนว่าผู้ปกครองคนนั้นเป็นคนผิวขาว มันมีความไม่ไว้ใจคนต่างสีผิวในเมืองอยู่แล้ว

“สิ่งที่เด็กทำ ทั้งการทะเลาะกับแม่ ตื่นสาย ไม่ทำการบ้าน มันเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในหมู่วัยรุ่นทั่วไป” ตัวแทนองค์กรเยาวชนแห่งหนึ่งออกมาพูดเรื่องขึ้นไปถึงศาลเยาวชน มีการทำทัณฑ์บน ให้เธอได้รับการดูแลบำบัดสภาพจิตใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แถมยังยังต้องเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วย



ศาลเยาวชนก็วางเกณฑ์ตามปกติ เด็กหญิงวัย 15 ปีก็พร้อมจะปรับตัว ระหว่างอ่านคำตัดสิน เธอก็อยู่ที่บ้านกับแม่ ไม่ได้มาศาล เพราะเกิดวิกฤติโควิด-19 ขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยโควิดนี่แหละครับจะส่งผลต่อการเรียนการสอนด้วย เพราะเดิมทีโรงเรียนนั้นปิดไปเพื่อเลี่ยงโรคระบาด แต่วิกฤติโรครุนแรงขึ้น จนไม่อาจเปิดเรียนได้อีก นำไปสู่การเรียนออนไลน์ขึ้น

อินเทอร์เน็ตไม่ใช่ของฟรีในโลกนี้นะครับ ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะมีระบบออนไลน์ใช้ได้หมด ดีที่โรงเรียนยังมีการช่วยเหลือหยิบยืมอุปกรณ์การเรียนการสอนขึ้นมา

แต่การเรียนออนไลน์ผ่านโปรแกรมซูม คนที่เคยเรียนต่างพูดว่า มันเหนื่อยมากทั้งผู้สอนและผู้เรียน เพราะมันไม่เจอหน้ากัน มันเป็นการปฏิสัมพันธ์กันที่แปลกใหม่มาก จนพฤติกรรมมนุษย์ปรับเปลี่ยนไม่ทัน

ไฉนเลยเด็กที่มีสมาธิสั้นจะสามารถทำความเข้าใจการเรียนการสอนได้ แรก ๆ เธอพยายามตั้งใจให้มากที่สุด แต่เพราะมันเป็นระบบออนไลน์ คนที่มีสมาธิสั้น จำต้องมีครูช่วยดูช่วยสอนแนะนำใกล้ ๆ ตัวต่อตัวแทบจะตลอดเวลาของการเรียน แต่พอไม่มีครูอยู่ใกล้ สมาธิก็เตลิด ทำให้เธอตื่นสาย ทำการบ้านไม่ทันเพื่อนบ้าง แม้จะมีครูผู้เชี่ยวชาญมาแวะดูตามบ้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะไม่ได้อยู่ตอนสอนทุกเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บนมาพบ จึงนำไปสู่การแจ้งศาลว่ามีการฝ่าฝืนทัณฑ์บนขึ้น

ในที่สุดเรื่องไปถึงศาลพิจารณา



ในช่วงโควิด-19 ระบาดนี้ รัฐมิชิแกนไม่ต้องการให้เยาวชนเสี่ยงโดยไม่จำเป็น จึงพยายามปล่อยตัวเด็กออกจากศูนย์กักกันเยาวชนลงไปเยอะมาก โดยเด็กส่วนใหญ่จะเป็นคนดำเสียส่วนมากที่โดนจับ จากสถิติประเมินกันว่ามีเด็กคนดำติดคุกเยาวชนมากกว่าเด็กคนขาวถึง 4 เท่า นี่แสดงให้เห็นอคติภายใต้ระบบการเหยียดผิวอย่างแท้จริง พอผ่านคุกเยาวชนไป คุกผู้ใหญ่เราก็จะเห็นคนดำติดคุกมากกว่าคนสีผิวไหน ๆ ต่อไปอีก

แม้รัฐจะต้องการให้มีการปล่อยตัวเยาวชน แต่ผู้พิพากษาในคดีนี้กลับตัดสินว่าการไม่ทำการบ้านให้ตรงตามกำหนด ถือเป็นการผิดข้อตกลงทัณฑ์บนจึงต้องนำตัวไปขัง

แม้แม่กับลูกจะทะเลาะกัน แต่ที่ผ่านมาเยาวชนหญิงวัย 15 ปี ก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขึ้น การพรากแม่ลูกของศาล ถือเป็นความอยุติธรรมภายใต้กฎหมายที่เลือดเย็นโหดเหี้ยมอย่างเหลือเชื่อที่สุด แม่ต้องเฝ้ารอลูกตัวเอง เอาของไปเยี่ยมก็ไม่ได้ การเข้าเยี่ยมจบลงที่การให้กำลังใจกันไปมาอย่างหมองเศร้า



ผมบอกผู้อ่านไปแล้วว่าเรื่องนี้สะท้อนการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบในอเมริกา หากเด็กหญิงที่ก่อเหตุแบบนี้เป็นคนขาว เชื่อว่าศาลจะไม่ตัดสินอะไรที่รุนแรงแบบนี้แน่นอน เผลอ ๆ อาจได้รับการดูแลมากกว่าปกติเพราะเป็นเด็กที่ป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น อีกข้อมันสะท้อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งหลายครั้งมันส่งผลต่อเด็กพิเศษที่มีปัญหาทางการเรียน การเรียนผ่านออนไลน์นั้น ไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่เท่ากับการเรียนต่อหน้า นี่ยังไม่นับว่าที่ผ่านมาโควิด-19 ทำให้คนต้องอยู่บ้านและเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวมากยิ่งขึ้นด้วย

ปัญหาอีกส่วนจากข่าวชิ้นนี้คือ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่อยุติธรรมอย่างยิ่ง เป็นความโหดเหี้ยมภายใต้ระบอบการดูแลรักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือง อ่านเรื่องราวนี้แล้ว หลายท่านรู้สึกอย่างไรครับ ลองเอาตัวเองเป็นแม่ลูกคู่นี้ดูบ้าง แล้วจะรู้ว่า การที่คนตัวเล็กตัวน้อยถูกรังแกอย่างเป็นระบบแบบนี้มันเจ็บปวดแค่ไหน

นี่คือข่าวจากสำนักข่าวที่ทำให้คำตัดสินของศาลที่อาจดูแปลกประหลาด แต่เอามาต่อยอดได้อย่างยอดเยี่ยมสะท้อนปัญหาหลายอย่างในสังคมอเมริกัน เราไม่ค่อยเห็นสื่อไทยนำเสนอข่าวแบบนี้เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าเขาก้าวหน้าหรือเราเหนือชั้นก็ไม่รู้สินะ...
................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 227