อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

กระแสม็อบไล่รัฐบาล ความเคลื่อนไหวบนความหมิ่นเหม่

18 ก.ค.ที่ผ่านมากลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้เริ่ม “หยั่งกำลัง” ในการจัดตั้งม็อบต่อต้านรัฐบาล โดยนัดชุมนุมชั่วคราวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องสำคัญให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน พฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2563 เวลา 12.00 น.


เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้เริ่ม “หยั่งกำลัง” ในการจัดตั้งม็อบต่อต้านรัฐบาล โดยนัดชุมนุมชั่วคราวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องสำคัญให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน โดยยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ รวมถึงเรียกร้องให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขีดเส้นเวลาให้รัฐบาล 2 สัปดาห์ก่อนจะยกระดับการชุมนุม

ต่อจากการชุมนุมวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. ในต่างจังหวัดเช่นที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ก็มีการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน และค่อยๆ มีการนัดหมายเพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป แม้ว่ารัฐบาลจะใช้การป้องปรามว่า ยังอยู่ในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะการระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ก็ดูไม่ค่อยเป็นผล ทางที่เขาไม่กลัวเขาก็ว่าโควิดไม่ได้ระบาดในประเทศไทยมาร่วม 40 วันแล้ว การคง พ.ร.ก.จึงมีเจตนาน่าจะเพื่อคุมการเคลื่อนไหว



ซึ่งเชื่อได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลจะสื่อสารต่อมาก็จะมาแนวเดิมๆ คือการชุมนุมในภาวะเช่นนี้จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทำให้คนไม่อยากขยับออกไปเที่ยวจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากขณะนี้ เศรษฐกิจขาส่งออกและขาท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้รับผลกระทบหมด ต้องออกมาตรการมาให้มีการท่องเที่ยวประเทศไทย ดังนั้น ขอให้อยู่ในความสงบ และฝ่ายความมั่นคงจะลามไปถึงเรื่องที่ว่า “ในการชุมนุมมีเรื่องหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน”

แต่ในภาวะโลกล้อมประเทศเช่นนี้ ภาวะเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไกลเช่นนี้ การขยับตัวออกมาปราบปรามอะไรมันก็ยาก เพราะมีการส่งต่อข้อมูลในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คตลอด และอาจนำไปสู่การที่สนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง หรือบีบบังคับให้ประเทศไทยห้ามใช้ความรุนแรงกับผุ้ชุมนุม ประเทศไทยไม่ใช่จีนหรือสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจ มีการเคลื่อนไหวอะไรแล้วองค์กรสิทธิมนุษยชนได้แต่เงียบ หรือประณามไปเขาก็ไม่สนใจ

กลับมาดูข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ข้อเรียกร้องหลักคือการที่มองว่ารัฐบาลบริหารเศรษฐกิจประเทศได้ล้มเหลว อันนี้จริงๆ ถ้าพูดกันโดยไม่อคติมันก็เป็นปัญหาไปทั่วโลกจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ขาส่งออก ขาท่องเที่ยวจากต่างประเทศเกิดผลกระทบหมด และการจัดเก็บรายได้รัฐก็น้อยลงจากการต้องลดภาษี ลดเงินส่งเข้าประกันสังคม แถมยังต้องจ่ายเงินช่วยเหลือแบบเงินกินเปล่าให้ประชาชน

การที่ไม่รู้ว่าจะได้วัคซีนโควิด-19 มาเมื่อไร มันกลายเป็นว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมันก็ยิ่งยื้อออกไปนานขึ้น ในประเทศฝั่งทวีปอเมริกา อินเดีย รัสเซียนั้นการระบาดพุ่งพรวดแบบก้าวกระโดด ในประเทศจีน คู่ค้าสำคัญทั้งการขายสินค้าและการท่องเที่ยวของเราก็ยังไว้ใจไม่ได้ดีนักพอที่จะเปิด travel bubble เพื่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้ ขณะที่ทางฝั่งหมอของไทยก็เตือนตลอดเวลาว่า “การ์ดอย่าตก” จนบางคนแถวๆ นี้หลอนกับคำนี้ไปแล้ว



แต่อนิจจาตรงที่พอเตือนว่า “การ์ดอย่าตก” กลับเกิดเหตุ “อภิสิทธิ์ชน” ที่อาจทำให้เกิดการแพร่เชื้อในประเทศไทยในเมืองสำคัญขึ้นมาอีก คือกรณีทหารอียิปต์ที่ไม่กักตัวที่ระยอง ร่อนไปทั้งเมืองจนเมื่อมาตรวจพบทีหลังกลายเป็นความหวาดผวาว่า จะเอาเชื้อมาระบาดในเมืองท่องเที่ยวหรือเปล่า การท่องเที่ยวระยองชะงักทันที ผู้ประกอบการร้องห่มร้องไห้เพราะเตรียมของสด เตรียมที่พัก บริการไว้แล้วแต่ถูกยกเลิกเสียเป็นส่วนมาก

แค่ระยองยังไม่พอ วันเดียวกันก็เกิดเหตุ “สิทธิ์ทางการทูต” ที่ปล่อยครอบครัวทูตซูดานให้กลับไปคอนโดฯ โดยที่อ้างเอกสิทธิ์นั่นแหละไม่กักตัวในพื้นที่รัฐจัดให้ ปรากฏว่า มีเด็กในครอบครัวเกิดมีเชื้อโควิด -19 ขึ้นมาเสียอย่างนั้น และโรงแรมที่คนกลุ่มนี้ไปพักก็เป็นโรงแรมย่านกลางเมืองแถวถนนสุขุมวิทด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีคนอาศัยจำนวนมาก ถ้าเกิดการระบาดซ้ำอีกครั้งในพื้นที่ตรงนั้นอาจต้องปิดเมืองกันอีกบ้างล่ะ

เศรษฐกิจมันตกต่ำทั่วโลกจนจะบอกว่า ใครเข้ามาบริหารแทนก็ฟื้นตัวยาก ตราบใดที่ความชัดเจนเรื่องการมีวัคซีนยังไม่เห็น แถมเกิดการ “เปลี่ยนม้ากลางศึก”ทีมเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งไม่รู้ว่า “ทำไปเพื่ออะไร”ที่จะต้องกดดันให้ทีมเศรษฐกิจเก่าออก อาจเพราะปัญหาเรื่อง “สัญญาใจ”ในพรรคที่โควตารัฐมนตรีต้องเป็นสมบัติผลัดกันชมรายปี ก็เลยมีกระแสกดดันทีม 4 กุมารออกจากพรรค จนกระทั่งลาออกจาก ครม.ทั้งทีม

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ อีกว่า จะเอาโควตาเก้าอี้ของทีม 4 กุมาร 4 เก้าอี้ (รองนายก, รมว.คลัง, รมว.พลังงาน, รมว.อุดมศึกษาฯ) กลับมาเป็นโควตาของนายกฯ เลือกคนเองหรือจะให้เป็น “โควตากลาง”ของพรรค ที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้จัดสรรเก้าอี้เอง ที่ว่ากันว่าวิ่งแย่งกันจนขาขวิดคือเก้าอี้ รมว.พลังงาน เพราะตั้งแต่ตั้งรัฐบาลก็มีข่าวว่าคนที่อยากได้คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ถ้าเอาคนนอกอย่างนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่เคยรับตำแหน่งใหญ่โตใน ปตท.เข้ามา ก็เสี่ยงที่จะเกิดรอยร้าวในพรรคอีก และการเมืองก็ไม่นิ่ง ถ้าได้โควตากลางมา ก็น่าจะได้โควตา รมว.อุดมศึกษาฯ ซึ่งไม่รู้ว่าใครจะอยากได้ “หัวโขนที่ไม่ค่อยจะทำเงิน” นี้ และโควตากลางที่น่าจะได้คืนมาก็คือ  รมว.ต่างประเทศ ที่ข่าวว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย อาจสละเก้าอี้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ นอกนั้นก็ไปเกลี่ยโควตาพรรคเอา

ซึ่งโควตาพรรค พปชร.ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนก็คือ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยข่าวว่า “ผลงานไม่เข้าตา” ในเรื่องการแก้ปัญหาพวกข่าวลวง แต่ก็มีข่าวมาอีกว่าจะดึงคนนอกมานั่งแทนนายพุทธิพงษ์ ปุณกันต์ คือนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. อีกกระทรวงหนึ่งที่มีข่าวแรงว่าต้องเปลี่ยนคือ รมว.วัฒนธรรมของนายอิทธิพล คุณปลื้ม ซึ่งไม่แน่ว่า อาจต้อง “สมบัติผลัดกันชม”ในกลุ่มชลบุรี คือให้นายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำกลุ่มชลบุรีไป



ส่วนเรื่องจะให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ อันนี้ก็ยาก เพราะด้วยกลไกบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้ ก็มีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาอีก แล้วกลุ่มที่ไม่พอใจว่ากติกาไม่เป็นธรรมก็เคลื่อนไหวอีก เว้นเสียแต่ภาพของ พปชร.จะเละจนกระทั่งว่าไม่สามารถขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือสองได้ เสียงขั้วตรงข้ามรวมกันได้เกิน 375 เสียงก็โหวตเปลี่ยนขั้วได้โดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว.

จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ผลการศึกษาการแก้ไขของ กมธ.ชุดนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ถ้าจะให้แก้รัฐธรรมนูญก่อนเลือกตั้ง โดยกระบวนการสภาร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นจะใช้เวลาอีกยาวเป็นปี มันมีเงื่อนไขที่ติดขัดกันไปเสียหมด แต่อย่างที่ย้ำคือตัวแปรสำคัญว่า พปชร.เองจะคะแนนถดถอยด้วยภาพการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ จนเปลี่ยนขั้วเอาก้าวไกลกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ส่วนภูมิใจไทยไปไหนก็ได้

ขณะที่การชุมนุมก็เริ่มถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความหมิ่นเหม่ต่อการพาดพิงสถาบัน อาจทำให้กลุ่มคุมกำลังพลต้องออกมาเทคแอคชั่นอีกรอบ ซึ่งทั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.จะเกษียณ คนใหม่ที่จะเข้ามาจะคุมได้แค่ไหน ข้างทหารนั้นค่อนข้างชัดว่าน่าจะเป็น “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ ผช.ผบ.ทบ.ส่วนตำรวจนั้นยังชิงดำระหว่าง “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข กับ “บิ๊กนู” พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร.

ถ้าม็อบจุดติด หน่วยคุมกำลังก็งานหนักในการดูแล แต่เกมจะถึงขั้นไหนต้องบอกว่า “นี่เพิ่งเริ่ม”
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    17%
  • ไม่เห็นด้วย
    83%

บอกต่อ : 229