อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563

กฎเข้มงวด

จะ 1 เมตรหรือ 2 เมตร หรือจะให้ไกลถึง 6 เมตรสำหรับการรักษาระยะห่างทางสังคมในโลกยุคนิวนอร์มัล แต่ไม่มีกฎตายตัวในหลักการปฏิบัติของมาตรการควบคุมโรค ตามความเห็นของนักวิจัยที่นำออกมาเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ พฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 07.00 น.


ในที่ปกปิดหรือกลางแจ้ง ความเร็วของกระแสลมในอากาศ ไม่ว่าจะมีใครพูดกระซิบ ตะโกนหรือจาม การเปิดเครื่องปรับอากาศหรือเปิดหน้าต่าง ระยะเวลาของการสัมผัส ไม่ว่าจะมีใครสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่ก็ตาม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จะกำหนดว่า เราควรจะรักษาระยะห่างขนาดไหนถึงจะเพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสตัวร้ายโควิด-19

นิโคลัส โจนส์ นักวิจัยของโรงพยาบาลเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอนบอกว่า กฎเข้มงวดตายตัวนั้นอาจดูมากเกินไปเมื่อพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ล้าสมัยและประสบการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสที่ผ่านมา แทนที่จะกำหนดกฎเข้มงวดตายตัว กฎรักษาระยะห่างชัดเจน เราขอเสนอให้แบ่งข้อแนะนำเป็นระดับไป ซึ่งจะสะท้อนผลได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการกำหนดความเสี่ยง เพราะคนทั่วโลกต้องอาศัยอยู่กับโควิด-19 นั้นเป็นเรื่องจริงแล้ว

ประกอบกับวัคซีนป้องกันนั้นคงอีกหลายเดือนกว่าจะมีใช้ ซึ่งนั่นก็คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ นอกจากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็กลับมาเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในการควบคุมการแพร่ระบาด

แต่รัฐบาลในทุกระดับชั้นไม่ต้องการที่จะใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเด็ดขาดนั้นคือการล็อกดาวน์ปิดบ้านปิดเมืองหยุดเชื้อเพื่อชาติ เพราะนั่นจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ดังนั้นจึงพยายามมองมาตรการที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยยึดทางสายกลางเป็นหลัก พูดง่ายๆคือไม่อยากล็อกดาวน์แต่ก็ไม่อยากติดเชื้อ

ยกตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสพร้อมด้วยรมว.ศึกษาและสาธารณสุขออกมาประกาศมาตรการใหม่ในการควบคุมโรคนั่นคือการบังคับสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในกรุงปารีสและชานเมืองรวมถึงจังหวัดต่างๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้การสวมหน้ากากอนามัยจะบังคับเฉพาะการใช้บริการขนส่งมวลชน ร้านค้าและตัวอาคาร

ผู้เชี่ยวชาญได้ถกเถียงกันถึงระยะปลอดภัยของการรักษาระยะห่างทางสังคม เช่นองค์การอนามัยโลกยืนกรานว่าจะต้องรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างน้อย 1 เมตรระหว่างตัวเราเองกับบุคคลอื่น ซึ่งหลายประเทศก็ใช้แนวปฏิบัตินี้เช่นกัน

แต่จากการทดลองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาพบว่า มันใกล้เกินไปในบางสถานการณ์ โดยนักวิจัยโจนส์และคณะเขียนในวารสารการแพทย์บีเอ็มเจว่า รายงานวิจัย 8 ใน 10 รายงานพบว่ามีการกระจายในระนาบของละอองฝอยไปกว่า 2 เมตรสำหรับอนุภาคขนาด 60 ไมครอน และในอีก 1 รายงานยังพบว่า ละอองฝอยนำพาเชื้อไวรัสไปตรวจพบได้ไกลกว่า 6 เมตรจากต้นตอ ซึ่งเป็นระยะของการจาม ไอ หรือร้องเพลงเสียงดัง

ผลการทดลองดังกล่าวจึงอธิบายได้ว่า ทำไมการฝึกร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคนหนึ่งติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วทำให้อีก 32 คนที่ร้องเพลงด้วยกันติดเชื้อไปด้วย และอีก 20 คนมีโอกาสติดเชื้อ แม้จะรักษาระยะห่างทางสังคมแบบนิวนอร์มัลไปแล้ว.

---------------------------------------------

เลนซ์ซูม    

เครดิตภาพ : AP


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 79