อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

เปิดประเทศรับต่างชาติ ต้องเข้มงวดไร้"วีไอพี"

ด้วยประเทศไทย…ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่า เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและยังไม่ได้ติดเชื้อไวรัสร้าย รวมไปถึงบรรดาเซเล็บ ไฮโซ ที่เป็นผู้มีอันจะกินจากหลายประเทศ จันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


ในที่สุดรัฐบาลของ “บิ๊กตู่” ได้ตัดสินใจแน่วแน่แท้จริงแล้วว่า จะอย่างไรซะประเทศไทย ต้องเปิดประเทศ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวกันซะที!!! หากไม่เช่นนั้น…เศรษฐกิจของประเทศอาจยิ่งตกเหวจนหาทางปีนกลับมากันไม่ไหวทีเดียว

ส่วนจะดีเดย์ เป็นวันที่ 1 ..นี้ ตามที่เคยลั่นกันออกมาหรือไม่? คงต้องรอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. ในวันที่ 28 ..นี้ เคาะออกมาชัด ๆ กันอีกครั้ง



แต่ที่แน่ ๆ และชัด ๆ ในเวลานี้ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงสาธารณสุข ประกาศโต้ง ๆ ออกมาแล้วว่า ณ เวลา นี้พร้อมแล้ว!!! ที่ประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ
ก่อนหน้านี้พูดกันมาเยอะ วิพากษ์วิจารณ์กันมามาก ว่าหากเปิดประเทศแล้วจะคุ้มมั้ย? กับการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ในรอบที่ 2 เพราะตัวอย่างในต่างประเทศมีให้เห็นมากมายว่า สุดท้ายแล้ว ก็หนีการแพร่ระบาดไปไม่พ้น

ขณะเดียวกันหากมัวแต่กลัว ไม่กล้าเปิด สุดท้าย หากเศรษฐกิจหายนะแล้วจะทำกันอย่างไร เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวก็มีสัดส่วนมากถึง 20% ของจีดีพี

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีบรรดาผู้ใช้แรงงานในภาคบริการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เป็นจำนวนมหาศาล ที่ยังตกงาน และรอคอยที่จะมีช่องทางทำมาหากิน หาเงิน หาทอง เลี้ยงปากท้องและครอบครัว



เรื่องนี้!!! ไม่ต้องพูดถึงบรรดาผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อีกกว่าครึ่งกว่าค่อนประเทศ ที่กำลังหายใจรวยริน รอน้ำเกลือ รอยาดี มาประคับประคองกิจการ หรือถ้ายาดีมาก รักษาได้ถูกทาง ก็กลับมาฟื้นตัว ทำมาหากินได้ต่อไป และกลายเป็นฟันเฟือง เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐบาลประกาศก่อนหน้านี้… เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนทั้งประเทศ ว่า การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ใช่ว่าทำแบบง่าย ๆ ชนิดว่าใครก็เข้ามาเที่ยวเมืองไทยได้

แต่การเข้ามาของนักท่องเที่ยว ครั้งนี้ ต้องเป็นแบบ พิเศษ” ที่ถือวีซ่าชนิดที่เรียกว่า special tourist visa (STV) ซึ่งต้องเป็น นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาพักในไทยในระยะยาว ยอมปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ…การกักตัว 14 วัน!!! ในสถานที่รัฐบาลกำหนด



โดยนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ในไทยได้นานถึง 3 เดือน และยังต่อวีซ่าได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3 เดือน หรือเท่าว่า สามารถอยู่ในไทยได้นานถึง 9 เดือน หรือ 270 วันกันทีเดียว

ก่อนเข้าไทย นักท่องเที่ยวเหล่านี้… ต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ต้องทำประกันสุขภาพประกันโควิด-19 ตามข้อกำหนดของรัฐบาลไทย รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลกับบริษัทผู้ประสานงานก่อนการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการเดินทางและกำหนดการที่อยู่ในไทย

นอกจากนี้ต้องมีผลการตรวจที่ชัดเจนว่าไม่พบเชื้อไวรัสร้าย รวมทั้งต้องมีตั๋วเครื่องบินทั้งมาและกลับ ที่ต้องเป็นสายการบินแบบเช่าเหมาลำขนาดเล็ก หรือเครื่องบินส่วนตัว

ที่สำคัญ…ยังต้องลงนามในหนังสือยินยอมยืนยันการปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐบาลไทยกำหนด!!!

ด้วยประเทศไทย…ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่า เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและยังไม่ได้ติดเชื้อไวรัสร้าย รวมไปถึงบรรดาเซเล็บ ไฮโซ ที่เป็นผู้มีอันจะกินจากหลายประเทศ ได้แสดงความต้องการที่จะเข้ามาหลบเชื้อในไทยเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว



การตัดสินใจของรัฐบาลบิ๊กตู่ในครั้งนี้ ได้ตั้งความหวังในเบื้องต้น ว่ารอบแรก… ถ้าศบค. ถ้าครม. ถ้ารัฐบาล ไฟเขียวอย่างเป็นทางการ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวไทยเดือนละ 1,200 คน มีรายได้ 1,030.73 ล้านบาท

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน การจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ก็เป็นเรื่องไม่ยาก แล้วยังทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แรงงานที่เกี่ยวข้องสามารถ “รอดตาย” ได้

แต่ปัญหา? … คือ การบังคับใช้!!! ในทุก ๆ มาตรการ ที่ต้องเข้มข้น เข้มงวด ไม่มีสิทธิพิเศษ ไม่มีวีไอพี เพราะหากการบังคับใช้ไม่เข้มข้น ไม่จริงจัง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง แม้ผลที่ออกมาไม่มีอะไรที่น่ากังวลก็ตาม

แต่ก็เอาเถอะค่ะ ทุกอย่างต้องเข้มงวด กันไว้ดีกว่าดีแก้ ดีกว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย แล้วกลับมาพูดทีหลังว่า… รู้อย่างนี้ไม่เปิดดีกว่า!!! 
..............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 133