อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563

เปิดศึกรถไฟฟ้าสายสีส้ม1.2แสนล้าน แต้มต่ออยู่ที่ใครเจ๋ง!!งานอุโมงค์

ผู้ว่าการรฟม. ภคพงศ์ ศิริกัรทรมาศ เปิดแถลงสวนเปรี้ยง!ทันใดว่า “รู้สึกแปลกใจว่าบีทีเอส มีความกังวลอะไร หากตั้งใจจะเสนอด้านเทคนิคที่มีคุณภาพดี ก็ไม่เห็นต้องไปกลัวอะไร อยากให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ไปปรับปรุงข้อเสนอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ น่าจะทำให้บีทีเอสมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นคู่สัญญากับ รฟม.” อังคารที่ 29 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


เกิดอะไรขึ้นกับรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ -มีนบุรี (สุวินทวงศ์ ) โครงการมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท เปิดขายซองประมูลไปแล้ว บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 ใน 10 บริษัทที่ร่วมซื้อซองประมูลในครั้งนี้ ออกมายื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ( รฟม. )ต่อศาลปกครอง กรณีเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาใหม่ ”ไม่แฟร์”



ล่าสุด สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทบีทีเอสซี ยังเข้ายื่นหนังสือนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้ร่วมตรวจสอบรฟม. เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal Documents : RFP) ผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี จากเดิมจะตัดสินการประมูลที่ข้อเสนอด้านการเงินและผลตอบแทน 100% สาระสำคัญคือหากรายใดเสนอราคาต่ำสุดจะเป็นผู้คว้าชัยชนะ เปลี่ยนเป็นการนำคะแนนด้านเทคนิคมาเป็นเกณฑ์ตัดสินร่วมกับข้อเสนอด้านการเงินในสัดส่วน 30:70

ในคุณสมบัติกำหนดว่า ต้องมีประสบการณ์ทำอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 5 เมตร และมีมูลค่าโครงการไม่น้อยกว่า 5 พันล้านบาท ยอมรับว่าเรามีประสบการณ์ด้านนี้เพียงแต่ไม่มีประสบการณ์ที่ทำงานอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา เวลานี้ในไทยมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่มีประสบการณ์ด้านนี้ และในทีโออาร์ก็มีหมายเหตุไว้ว่า หากเป็นผู้รับเหมาไทย และมีประสบการณ์ด้านนี้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ สุรพงษ์ให้สัมภาษณ์

ทั้งนี้ในวงการก่อสร้างระดับมหาโปรเจกท์ มี2 บริษัทผู้รับเหมาในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์งานก่อสร้างอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) หรือ ITD และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

ย้อนมูลเหตุในการฟ้องครั้งนี้สืบเนื่องจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ 1 ใน 10 บริษัทที่ซื้อซองประมูลในครั้งนี้ ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณา ไม่ควรพิจารณาผู้เสนอผลประโยชน์ทางการเงินสูงสุดท่านั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยและผลประโยชน์ด้านอื่นด้วยเช่นข้อเสนอด้านเทคนิคการดำเนินงาน และความน่าเชื่อถือ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกเอกชนตามประกาศ คณะกรรมการนโยบายการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตามสาระสำคัญของร่างสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ.2563 ข้อ4 (8)



ทันทีที่บีทีเอสซีเดินหน้าฟ้องขอความเป็นธรรม ผู้ว่าการรฟม. ภคพงศ์ ศิริกัรทรมาศ เปิดแถลงสวนเปรี้ยง!ทันใดว่า “รู้สึกแปลกใจว่าบีทีเอส มีความกังวลอะไร หากตั้งใจจะเสนอด้านเทคนิคที่มีคุณภาพดี ก็ไม่เห็นต้องไปกลัวอะไร อยากให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ไปปรับปรุงข้อเสนอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ น่าจะทำให้บีทีเอสมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นคู่สัญญากับ รฟม.”

ทั้งนี้รฟม. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณา คัดเลือกเอกชน (RFP) เฉพาะวิธีการประเมินข้อเสนอ โดยให้พิจารณาด้านเทคนิคควบคู่กับราคาในสัดส่วนร้อยละ 30:70 เท่านั้น เป็นอำนาจที่คณะกรรมการตามมาตรา36 แห่งพ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนพ.ศ.2562 สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟม.พิจารณา เนื่องจากกรอบระยะเวลาดำเนินการโครงการที่จำกัด ทำให้รฟม.ต้องออกประกาศขายซองข้อเสนอไปก่อน และขยายเวลายื่นข้อเสนอไปอีก 45 วัน เป็นวันที่ 9 พ.ย.63 ทำให้เอกชนมีเวลาปรับปรุงข้อเสนอเท่าเทียมกันนับตั้งแต่วันที่ส่งเอกสารเพิ่มเติมแจ้งผู้ซื้อซองวันที่ 27 ก.ย.63 ทุกรายจะมีเวลาทำเอกสารตามหลักเกณฑ์ใหม่ถึง 73 วัน ไม่ถือว่าเปลี่ยนแปลงกะทันหัน



โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยเฉพาะส่วนตะวันตก ต้องใช้เทคนิคการก่อสร้างที่มีความซับซ้อน เนื่องจากก่อสร้างใต้ดินทั้งหมด ประกอบกับแนวเส้นทางพาดผ่านพื้นที่ชุมชน และพื้นที่อ่อนไหวหลายแห่ง โดยเฉพาะกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในต้องก่อสร้างอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการเดินรถไฟฟ้าที่ต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยชั้นสูง ดังนั้นผลประโยชน์ที่รัฐและประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับ จึงต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพ เทคนิค และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเอกชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์การเงินสูงสุดเท่านั้น สัดส่วนที่ให้คะแนนเทคนิค 30% ถือว่าเหมาะสมแล้ว หากให้สัดส่วนสูงกว่านี้จะมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเบอร์1รฟม.แจกแจงรายละเอียดพร้อมย้ำด้วยว่า ในข้อกำหนดส่วนงานโยธา ได้เปิดกว้างให้ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วง (ซับคอนแทรค) เข้ามาดำเนินการได้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ซื้อซองเท่านั้นดังนั้นมีเวลามากพอที่ไปหาผู้รับช่วง

...รฟม.หาเหตุผลมาหักล้างที่ดูแล้วมีความชอบธรรมต่อสังคม ขณะเดียวมองได้อีกมุมเท่ากับการหาเหตุเพิ่มคะแนนให้กับบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านอุโมงค์ลอดแม่น้ำ ซึ่งเป็นบริษัทที่ออกมากระทุ้งรฟม.ให้หันมาเปลี่ยนเกณฑ์ด้านเทคนิค เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้และเคยทำมาก่อนแล้วในหลายโครงการ...





รถไฟฟ้าสายใหม่สีส้มเชื่อมกรุงเทพฯตะวันออกและตะวันตก แบ่งเป็นส่วนตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กม. มี 17 สถานีเป็นสถานีใต้ดิน 10 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี คาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดบริการปี2567 ในการก่อสร้างอุโมงค์ ใต้ดิน 4.07 กม. บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ฯได้รับเลือกเป็นผู้รับจ้างจากรฟม.ก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่ง และสถานีใต้ดินในสัญญาที่ 3ช่วงหัวหมาก-คลองบ้านม้า

ส่วนตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯเป็นใต้ดินตลอดสาย 13.4 กม.มี 11 สถานีคาดว่าจะเปิดบริการตลอดสายปี 2569 และเปิดให้เอกเชน ได้ร่วมลงทุนแบบ PPP net cost (ภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนก่อสร้าง) จะได้รับสัมปทาน30ปี เดินรถตลอดเส้นทางจากตะวันออกไปตะวันตกมีนบุรี-ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ ระยะทาง 35.9 กม. มูลค่าโครงการรวม128,128 ล้านบาท

เดิมพันบีทีเอสซีครั้งนี้สูงนัก!! ไม่ใช่แค่ของหวานเรื่องสัมปทานเดินรถ แต่รถไฟฟ้าสายสีส้มยังเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนคนจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออกได้รวดเดียว อย่างที่ขนส่งสาธารณะอื่นๆในเวลานี้ยังทำไม่ได้ 
.................................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย "เทียนหยด"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    14%
  • ไม่เห็นด้วย
    86%