อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

มองความเป็นไทยผ่านสื่อบันเทิง ชาติอื่นมองเราอย่างไร

ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่อาจเรียกว่า “การเปลี่ยนผ่าน” เพราะมีการชุมนุมทั่วเมืองเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบัน โดยม็อบที่ออกมาชุมนุมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่เขาบอกว่า “หวังไว้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” นับเป็นการชุมนุมที่มีสีสัน มีการเอาอะไรที่เป็นวัฒนธรรมป๊อบเข้ามาใช้ เช่นการประดิษฐ์คำเรียกทหารตำรวจใหม่ การแปลงเพลง การชุมนุมที่ไม่มีแกนนำใครอยากพูดก็พูด พฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


สิ่งที่สะท้อนในการชุมนุมภาพเล็กๆ ภาพหนึ่งคือแม้ว่าจะชุมนุมเรียกร้องสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนไทยก็ยังรุ่มรวยอารมณ์ขัน ..การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ชุมนุมที่เป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ คิดว่า “เขาต้องทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า” ที่สำคัญคือในยุคปัจจุบัน ความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไปพร้อมๆ กับการบริหารที่มีธรรมาภิบาล ทำให้เกิดข้อเรียกร้องในการแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อพูดถึงการต้องการความก้าวหน้า ก็นึกถึงเพลงๆ หนึ่งที่อธิบายความเป็นสังคมไทยยุคเก่า ( และอาจยังมีในพื้นที่ต่างจังหวัดบางแห่งตอนนี้ ) คือเพลง “ผู้ใหญ่ลี” ที่มันร้องว่า “พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านก็มาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อแต่นี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าวถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่าให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีรีบตอบทันใด สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา”

มันเป็นการสะท้อนวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่นโยบายหลักถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง ด้วยคำว่า “ทางการเขาสั่งมาว่า” ส่วน“ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร”  มันเป็นสิ่งที่สะท้อนช่องว่างทางความรู้ในสังคมไทยที่ยังเหลื่อมล้ำ คือภาษาทางการ ( ตลอดจนภาษารัฐธรรมนูญ ) มันไม่ได้เขียนให้ประชาชนเข้าใจ ต้องตีความกันวุ่นวาย แถมที่แสบคือ กรธ.คนยกร่างรัฐธรรมนูญก็ตอบหน้าตายๆ ว่า “มีหน้าที่ร่างไม่ได้มีหน้าที่ตีความ”

การชุมนุมเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า คือการที่ประชาชนสามารถกำหนดนโยบายท้องถิ่นของตัวเองได้ ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายที่รับมาจากส่วนกลาง และที่สำคัญคือส่วนกลางไม่ผูกขาดการผลิตสินค้าบางอย่าง (เช่นน้ำเมา) เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ และมีกฎหมายที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องมากลัวพวก “หมอความ” ที่ตีความยังไงก็ไม่รู้บางทีก็ถูกครหาว่าเข้าข้างพวกตัวเองหน้าตาเฉย

ทีนี้เราก็ต้องรอดูเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น ว่า การตื่นตัวทางประชาธิปไตยของประชาชนจะเป็นตัวแปรต่อการที่ประชาชนต้องการกำหนดนโยบายท้องถิ่นได้เองหรือไม่ อย่างไร จะมีการเลือกคนที่ลงในนามอิสระ แต่รู้กันว่าเป็นฝ่ายที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่น หรือจะเลือกคนของพรรคการเมือง ไปจนถึงดูการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายเองได้แค่ไหน มีงบประมาณลงไปสนับสนุนแค่ไหน หรือให้ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้อย่างไร



อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องว่า สื่อบันเทิงมองประเทศไทยอย่างไร ก็อยากจะเล่าถึงสื่อบันเทิงต่างประเทศที่มองไทยสักเรื่อง เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์จากเกาหลีใต้เข้าฉายที่ไทยคือ deliver us from evil....ให้มันจบที่นรก เป็นเรื่องของมือเพชฌฆาตสองคนที่มาไล่ล่ากันเองในเมืองไทย เพราะต้องการสะสางความแค้นส่วนตัว หนังดังจนได้ข่าวว่า รายได้เปิดตัวเอาชนะหนังซอมบี้ชื่อดังอย่าง peninsula ที่เป็นภาคต่อของ train to Busan ได้

พูดถึงเกาหลี สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่โรแมนติกมาก เพราะเขาใช้สื่อเป็น soft power ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แบบว่า หนังเกาหลีผู้หญิงไม่สวยแต่ได้ผู้ชายหล่อ ผู้ชายนิสัยยอมและรักผู้หญิงแบบโคตรโรแมนติก ( ทั้งที่ความจริง เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการเหยียดเพศ ทั้งการลดทอนความสำคัญของหญิงและเหยียดกลุ่มหลากหลายทางเพศ )  บ้านเมืองอะไรก็สวย ขนาดศัลยกรรมก็ยังต้องไปตามรอยทำกันถึงเกาหลี

เกาหลีส่งออกอุตสาหกรรมบันเทิงไประดับโลก เช่นวง BTS หรือ blackpink หรือ psy ที่เพลงดังไปถึงอเมริกา นั่นเพราะเขาทำเรื่อง soft power มาเกือบยี่สิบปี ขนาดในภาพยนตร์ฮอลลีวูดก็มีการจ้างดาราเกาหลีมาเป็นตัวเด่นเยอะ อย่างเช่น แบดูนา จาก cloud atlas หรือดาราหนุ่มอีบยองฮอน จาก G.I Joe ซึ่งเนื้อหาเขามีความหลากหลายรูปแบบและมีการลงทุนโปรดักชั่นราคาแพงต่อเรื่อง ทำให้ส่งออกหนังสู่สากลได้

หันมาดูหนังเรื่อง deliver us from evil ที่เป็นมุมมองเกาหลีมองไทยบ้าง กลายเป็นว่า แม้ไทยจะเป็นผู้บริโภค soft power เกาหลีเจ้าใหญ่ แต่ภาพลักษณ์ที่เกาหลีนำเสนอไทยผ่านภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ไม่ได้ว่าจะดีมาก ออกไปในทางเลวร้ายเลยทีเดียวแหละ มันคล้ายๆ กับหนังอเมริกันพวกชาตินิยมที่สะท้อนวิธีคิดต่อประเทศในกลุ่มลาติน ( ตั้งแต่เม็กซิโกลงไป และโดยเฉพาะเม็กซิโก ) คือเป็นประเทศที่ภาพลักษณ์แย่มากๆ

อันดับแรกไม่รู้มันไปถ่ายกันแถวไหน ฉากแบบเหลืองๆ ฝุ่นๆ แห้งแล้ง ดูแล้วนึกถึงเมืองร้างๆ ในทะเลทราย พอตัดเข้าฉากตลาดก็แบบรกๆ สกปรกๆ ชื้นแฉะได้กลิ่นเหม็นลอยมาจากฉาก และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับหนังต่างชาติมาถ่ายในไทยคือโสเภณีและกะเทย ซึ่งไม่รู้ทำไม หนังหลายเรื่องมาถ่ายที่ไทย ยังไงก็ต้องมีฉากที่ตัวละครเอกไปเที่ยวย่านกลางคืน แล้วประเทศไทยเป็นสวรรค์สำหรับกะเทย เพราะมีสาวสองจากเกาหลีมาหากินในชื่อยู่ยี่

ตัวยู่ยี่นี่ตอนอยู่เกาหลีเป็นผู้ชาย มีลูกอายุ 5 ขวบเสียด้วย แต่มาอยู่ที่ไทยเพราะที่เกาหลีไม่ยอมรับการเป็นกะเทย ( มีการเหยียดขนาดในกองทัพเกาหลียังใช้ dating application มาล่าตัวทหารคนไหนที่น่าจะเป็นเกย์ )  แล้วตัวพระเอกคืออินนาม ซึ่งเดินทางมาตามหาลูกที่เมืองไทย ก็ได้ยู่ยี่นี่แหละคอยช่วยเหลือ แลกกับการหาเงินให้ยู่ยี่หาเงินแปลงเพศ ปรากฏว่า ยู่ยี่นี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา เพราะดูเหมือนรู้จักมิจฉาชีพไปทุกวงการ รู้ไปถึงว่า ลูกสาวอินนามโดนส่งไปค้าอวัยวะ

นางยู่ยี่สามารถหาคอนเนกชั่นติดต่อเอเย่นต์เถื่อนรายนี้ได้ และจากนั้นคู่แค้นของอินนามคือ เรย์ ก็บินตรงมาเมืองไทยเพื่อไปไล่ฆ่าอินนาม ประเทศไทยที่ถูกนำเสนอมีทั้งสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งการจับเด็กมาค้าอวัยวะ ค้ามนุษย์ มีข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง ( บทนี้ได้คนไทยเล่นคือคุณวิทยา ปานศรีงาม ) ซึ่งบทแบบนี้คงจะสร้างที่เมืองไทยยากโดยเฉพาะถ้าไปแตะตำรวจทหารไม่ดีเข้าก็จะโดนแบนแต๊ดแต๋ ไม่ให้ฉายเอาง่ายๆ

อย่าหวังว่า deliver us from evil จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยแบบที่กระทรวงต่างประเทศโฆษณาชวนเชื่อว่า "เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ อาหารอร่อย ที่เที่ยวสวยงาม" ไม่เลย...ประเทศไทยในหนังมันแดนคนเถื่อนชัดๆ แถมร้อนจนดาราเหงื่อแตกกันทั้งเรื่อง ก็พยายามเข้าใจว่า มันเป็นหนังแอ๊คชั่นที่ออกจะเสนอด้านมุมมืดหน่อย แต่ก็ไม่เห็นหนังเกาหลีที่เสนอภาพน่าชื่นชมของเมืองไทยเท่าไร หนังจีนยังมี lost in Thailand ที่ดังกระหึ่ม

เราก็คงรู้สึกว่า หนังต่างประเทศมองไทยในมุมอะไรที่คล้ายๆ กับ deliver us from evil หลายเรื่องเหมือนกัน ซึ่งก็หวังว่า หากมีการเปลี่ยนคณะบริหารประเทศ ก็ควรจะมีการส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยผ่าน soft power ส่งออกนอกให้ได้เยอะๆ มากขึ้น หรือจูงใจให้ต่างประเทศใช้ฉาก ใช้ตัวละครอะไรที่ดูแล้วยกระดับฐานะประเทศไทย  ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่กับการบอกว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่ออยู่กับโสเภณีและกะเทย

แต่มันก็ต้องขึ้นกับความรักชาติของคนไทยด้วย คนไทยชอบมีอารมณ์ขันแปลกๆ เห็นเขาจิกกัดตัวเองก็ยักไหล่บอกว่า“ก็มันมีจริงนี่” ได้หน้าตาเฉย ..ก็เลยคิดถึงม็อบที่อยากให้อะไรๆ ในประเทศไทยมันดีขึ้นขึ้นมา คืออยากให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเชิงดีๆ ที่หลากหลาย มากกว่าพอคิดถึงการสร้างหนังแสดงวัฒนธรรมงดงามของไทยต้องไปนึกถึงหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุค หรือหนังแบบประดิษฐ์ไทยอย่างไม่ใช่วัฒนธรรมที่จับต้องได้ง่าย

เป็นโจทย์ที่อยากให้คนรุ่นใหม่ร่วมกันคิด ถ้าสามารถเคลื่อนไหวบรรลุข้อเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่มีสิทธิกำหนดนโยบายประเทศได้.


คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย บุหงาตันหยง

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 92