อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

จับตาทางออกการเมือง เร็ว...ศก.เดิน-ช้า...ศก.ดิ่งเหว

สัปดาห์นี้...เชื่อได้ว่าอุณหภูมิการเมือง คงร้อนระอุกันขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดากลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นต่าง ได้พักยก ให้เวลาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 3 วัน เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


แม้ว่านายกฯบิ๊กตู่จะยอมถอยแล้วหันมาใช้ช่องทางรัฐสภา เป็นทางออก โดยวันนี้ (26 ..) ถือเป็นวันแรกของการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน

ณ วันนี้ บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมต้องงัดไม้เด็ด งัดบิ๊กเซอร์ไพร์ซ ออกมาเป็นข้อต่อรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการคาดเดากันว่าอาจจะมีการปิดกันการประชุมรัฐสภาหรือไม่ ? ซึ่งตรงนี้หลายฝ่ายต่างคาดเดาและกำลังจับตามอง ว่าสุดท้ายแล้วทางออก...ของประเทศจะเดินทางอย่างไร?

วิธีการขนมวลชนออกมา “แก้เกมส์” อย่างที่เห็นกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมชี้ชัดให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้เกิดผลดีกับใครทั้งสิ้น รังแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลว ความอ่อนแอ ของระบบ

แล้วสุดท้าย!! คนที่ต้องรับกรรม ก็ย่อมหนีไม่พ้นประชาชนคนไทยตาดำ ๆ โดยเฉพาะบรรดาพ่อแม่พี่น้องชาวรากหญ้ารากแก้วทั้งหลาย ที่ ณ เวลานี้ ต่างกำลังรอความช่วยเหลือของทุกฝ่ายผ่านมาตรการต่าง ๆ

ขณะเดียวกันภาครัฐเอง ต่างหมายมั่นปั้นมือว่า แต่ละมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น จะช่วยประคับประคองไม่ให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากไปกว่านี้อีก



แต่สุดท้าย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะไปต่อได้หรือไม่ ย่อมต้องหันมามองว่า แล้วสุดท้าย...ปัญหาการเมืองไทยจะไปจบลง ณ ที่จุดใด จะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ หานายกรัฐมนตรีคนใหม่ คำถาม? คือ... แล้วจะเป็นใคร?

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองในไทย แม้หลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ ฝ่าย ต่างเคยชิน ต่างรู้เส้นทางและความเป็นไปอยู่แล้ว ว่าจะเดินไปเป็นเช่นใด แต่ก็อดหวาดระแวงหวาดกลัวไม่ได้เช่นกัน เพราะหากจบได้เร็ว รู้ได้ชัดว่าใครเป็นใคร ก็สามารถบริหารงานบริหารธุรกิจได้ต่อไป

หากทุกอย่างยังคลุมเครือ ยังไม่ชัดเจน และท้ายที่สุด...อาจบานปลายลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ดิ่งเหวจมลึกลงไปทุกทีทุกที

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแหวกแนว หากหลาย ๆ คน จะออกมาเรียกร้อง ให้ปัญหาการเมืองได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่ทุกวันนี้กำลังผงกหัวขึ้น ก็จะมลายหายไปโดยทันที ที่สำคัญที่สุด คือเรื่องของความ”รุนแรง” หากประคับประคองสถานการณ์ ไม่ให้รุนแรงได้ ถือว่ายังพอมีช่องที่จะหายใจได้ต่อไป

เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้ รัฐบาลได้พยายามใช้วิธีการ “ผ่อนคลาย” เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งเริ่มกันไปแล้วเมื่อวันที่ 20 .. ที่ผ่านมา ที่ชาวจีน จากเซี่ยงไฮ้ 39 คน เดินทางมาเที่ยวไทย ผ่านบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ และอยู่ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุข ที่ต้องมีการกักตัว 14 วัน



ขณะเดียวกันในวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็มีชาวเซินเจิ้น อีก 13 คน เข้ามาเป็นล็อตที่สอง ตามมาด้วยวันที่ 26 ต.ค.ที่เป็นชาวจีน เดินทางมาจากกว่างโจว โดยรอบนี้มีจำนวนมากถึง 147 คน ขณะที่วันที่ 28 ต.ค. นี้ ยังมีตามมาอีก 118 คน จากเซี่ยงไฮ้

ว่ากันตามข้อเท็จจริง แม้ นักท่องเที่ยวเหล่านี้ จะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของการเมืองของไทยเท่าใดนัก แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ปัญหาการเมือง ก็ทำลายมู๊ดทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่น้อยเช่นกัน และอาจนำไปสู่การตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบิน ก็เป็นไปได้
รวมไปถึงบรรดา นักลงทุน ที่ก็อยู่ในข่าย ที่จะถูกดึงให้เข้ามาดูลู่ทาง หรือดูความคืบหน้าของธุรกิจ หากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นมาก็อาจตัดสินใจย้ายหนีไปเลยก็เป็นไปได้เช่นกัน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใด ๆ ที่บรรดา “กูรู” จะออกมาเตือนออกมาแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า หากการชุมนุมการประท้วงยังคงมีอยู่ ย่อมทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สะดุดกึก จนเดิบโตได้น้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นไปได้

..............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 73