อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

คกก.สมานฉันท์ฯอย่าพายเรือในอ่าง

หวังว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่จะตั้งขึ้นด้วยบารมีของประธานรัฐสภาที่ชื่อ ชวน หลีกภัย  จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศ ไม่ใช่เป็นการ “ซื้อเวลา” หรือทำได้เพียงแค่บทสรุปของรายงาน 1 ชิ้น ที่พายเรืออยู่ในอ่าง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น.

ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญวันที่ 26-27 ต.ค. ตาม มาตรา165 เพื่อดับร้อนหาทางออกให้ประเทศจากสถานการณ์ล่อแหลมจากการชุมนุมทางการเมืองอย่างกลุ่มราษฎร  ซึ่งการประชุมตลอด 2 วัน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีความชัดเจนใน 3 เรื่อง คือ 1.การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  คงเป็นไปได้ยากที่สุด เพราะถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และยังมีอีกหลายปัจจัย หลายเงื่อนไข ที่จะทำให้ลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี



2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ที่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้ “บิ๊กตู่” ไฟเขียว “พรรคร่วมรัฐบาล-ส.ว.” เดินหน้า พร้อมประกาศไทมไลน์กลางสภาว่าแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 3 วาระเสร็จภายใน ธ.ค.นี้คู่ขนานไปกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ เพื่อให้สามารถออกเสียงประชามติได้ในช่วงต้นปี 64 ส่วนจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือโมเดลการร่างจะเป็นแบบไหน ยังเป็นเรื่องของอนาคต เพราะสุดท้าย เสียงข้างมากของรัฐสภา จะเป็น “คำตอบสุดท้าย”

3.การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เพื่อนำประเด็นปัญหาต่างๆเข้ามาสู่เวทีแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมและจะได้ยุติการนำประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไปพูดนอกสภาในทางที่ไม่เหมาะสม โดยทั้ง“รัฐบาล- ส.ส.รัฐบาล – ส.ว.” ต่างสนับสนุนในแนวนี้ เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง  ซึ่งขณะนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ “สถาบันพระปกเกล้า” ไปศึกษาและกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการฯชุดนี้ว่ามีแนวทางและหน้าที่อะไรบ้าง ถึงแม้ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมเพราะมองว่าเป็นการซื้อเวลาก็ตาม!!  



หากย้อนกลับไปโมเดลการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีความพยายามในการดึงความขัดแย้งทางการเมืองจากนอกสภา เข้าสู่เวทีในสภาฯ ที่ปรากฏชัดเจน ในปี 37 สมัย นายมารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา ได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน  ซึ่ง คพป.มีบทบาทสำคัญในการวางแนวทางและกรอบความคิดสำหรับการปฏิรูปการเมือง ในช่วง ปี 35- 40 และส่งอิทธิพลสำคัญต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 40  ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดฉบับหนึ่ง

ต่อมาภายหลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 52 นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ในขณะนั้น ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน ซึ่งบทสรุปมีเพียงข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประเด็น เช่น การยุบพรรคการเมือง การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นต้น

มาในปี 63 การเมืองที่ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งที่มีรูปแบบที่แตกต่างจากในอดีต เพราะมีประเด็น อ่อนไหว ที่คนไทยจำนวนมากรับไม่ได้  เริ่มมีการปะทะและเผชิญหน้าในประเด็นการ สวมเสื้อเหลือง มากขึ้น คู่ขนานกับการเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน



ก็หวังว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่จะตั้งขึ้นด้วยบารมีของประธานรัฐสภาที่ชื่อ ชวน หลีกภัย  จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศ ไม่ใช่เป็นการ “ซื้อเวลา” หรือทำได้เพียงแค่บทสรุปของรายงาน 1 ชิ้น ที่พายเรืออยู่ในอ่าง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ก่อนที่จะถูกนำไปวางไว้บนหิ้งและไม่เคยนำมาปฏิบัติได้จริงเหมือนหลายๆ ชุดในอดีตที่ผ่านมา.
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 18