อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

ไม่อาจยอมรับได้....

เรื่องการ "เหยียด" ยังคงเกิดขึ้นสม่ำเสมอในวงการกีฬา แม้จะมีการรณรงค์กันปาว ๆ แม้กระทั่งคนในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอย่าง เกร็ก คลาร์ก ประธาน เอฟเอ ยังหลุดใช้คำในเชิงเหยียด เป็นผลให้ต้องตกเก้าอี้อย่างช่วยไม่ได้... ศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.00 น.

ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 “การแบ่งแยก” ในเรื่องต่าง ๆ ทั้งสีผิว เพศสภาพ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ และไม่ควรมีอยู่อีกแล้ว แต่ในความเป็นจริง ใครจะกล้าปฏิเสธว่าเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่

บางทีเรื่องพวกนี้มันฝังอยู่ในจิตสำนึก สำหรับพวกที่ไม่เห็นความสำคัญของหลักการที่ว่า “คนทุกคนเท่ากัน”

เอาแค่ในแวดวงที่เราคุ้นเคยอย่างวงการกีฬา เคส “เหยียด” ยังคงมีให้เห็นต่อเนื่อง ทั้งที่รณรงค์กันปากจะฉีกถึงหู

ล่าสุดคือกรณีของ เกร็ก คลาร์ก ประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ที่จำต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะดันไปใช้ภาษาในเชิง “เหยียด” ในการให้ปากคำกับคณะกรรมการของกระทรวงวัฒนธรรม, สื่อ และกีฬา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา 

เรื่องของเรื่องคือ คลาร์ก ไปให้ความเห็นต่อคณะกรรมการดังกล่าว ผ่านทางวิดีโอคอลล์ ในเรื่องความหลากหลายในวงการกีฬา แต่ดันไปใช้คำไม่เหมาะสมว่า “Coloured Footballers” เรียกนักเตะผิวดำ ซึ่งเป็นคำเชิงเหยียดผิวในบางบริบท

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำพูดจากปากของ คลาร์ก ที่เป็นไปในทางเพศเมื่อพูดถึงนักฟุตบอลหญิง นักฟุตบอลที่เป็นพวกรักร่วมเพศ อีกทั้งยังมีการพูดถึงคนที่มีเชื้อสายจากเอเชียใต้ และแอฟริกัน แคริบเบียน ในทำนองเหยียดอีกต่างหาก 

เท่าที่อ่านดู อาจไม่ได้มีคำไหนที่เหยียดอย่างชัดเจน (ยกเว้นคำว่า Coloured Footballers) แต่เมื่อดูบริบทโดยรวมแล้ว มันคิดไปในทางอื่นได้ยาก แม้เจ้าตัวจะขอโทษและยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนา เพียงแค่เลือกใช้คำไม่เหมาะสมเท่านั้นก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหัวเรือใหญ่ขององค์กรที่ควรเป็นแนวหน้าในการต่อต้านการแบ่งแยก แต่กลับมาพูดจาเชิงเหยียดเสียเอง เก้าอี้ประธาน เอฟเอ จึงเป็นราคาแสนแพงที่ คลาร์ก ต้องจ่าย ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมีผลงานมากมายแค่ไหนก็ตาม 

เมื่อ คลาร์ก ต้องลงจากเก้าอี้ไปด้วยเรื่องแบบนี้ คนที่จะขึ้นมาแทน นอกจากจะต้องมีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมในแง่ของการบริหารแล้ว ภาพลักษณ์เรื่องการต่อต้านการแบ่งแยกที่ชัดเจนยังเป็นเรื่องสำคัญ 

ซึ่งตามข่าวที่ออกมา เอฟเอ ก็เตรียมที่จะใช้กฏ “Rooney Rule” ที่ว่าด้วยเรื่องการเปิดโอกาสให้คนผิวดำและผู้ที่มีความแตกต่างทั้งเรื่องเพศ และเชื้อชาติ มาใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อสรรหาประธานองค์กรลูกหนังผู้ดีคนใหม่ด้วย 

ณ เวลานี้ หลายสื่อในอังกฤษระบุว่า เต็งหนึ่งกับตำแหน่งประธาน เอฟเอ คนใหม่คือ บาโรเนสส์ ซู แคมป์เบลล์ วัย 72 ปี อดีตประธาน ยูเค สปอร์ต และเป็นกำลังสำคัญในการจัด “ลอนดอนเกมส์” เมื่อปี 2012
 
                                                                 บาโรเนสส์ ซู แคมป์เบลล์

เรื่องฝีมือและประสบการณ์ไม่ใช่ปัญหา ขณะที่การเป็นว่าที่ประธาน เอฟเอ ที่เป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ ก็น่าจะช่วยภาพลักษณ์เรื่องการต่อต้านการแบ่งแยกได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนออีกหลายอย่าง อาทิ ไทโรน มิงค์ส กองหลัง แอสตัน วิลลา ที่บอกว่า เอฟเอ ควรพิจารณาตัวเลือกที่เป็นคนผิวดำบ้าง ซึ่งคนที่อยู่ในข่ายคงหนีไม่พ้น พอล เอลเลียต ประธานที่ปรึกษา เอฟเอ ซึ่งเป็นคนดำริกฏ “Rooney Rule” ขึ้นมานั่นแหละ  
 
                                                                      พอล เอลเลียต

ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีไม่น้อยเหมือนกัน เพราะแม้การมีประธานเป็นสุภาพสตรีหรือคนผิวสีที่มีความแตกต่างมันจะเป็นเรื่องในเชิงสัญลักษณ์ แต่ที่แน่ ๆ มันน่าจะการันตีได้ว่าจากนี้จะมี “แอคชั่น” แน่ถ้ามีเคสการแบ่งแยกเกิดขึ้น

ลองแอคชั่นอย่างจริง ๆ จัง ๆ กันเสียหน่อย เรื่องแย่ ๆ พวกนี้ จะได้หมดไปจากวงการกีฬาเสียที....   

ผยองเดช

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 80