อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

แรงกดทับและความเหลื่อมล้ำ 'ข้อเรียกร้องของม็อบ'วันนี้

วันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มพูดถึงการรื้อถอนชุดความเชื่อหรือวินัยเดิมๆ ที่กดทับแล้ว และอีกประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมากในม็อบคนรุ่นใหม่ก็คือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 เวลา 08.00 น.


วันที่ 1 ธ.ค. จะเป็นวันที่กลุ่มนักเรียนเลว “ลองของ” โดยการสวมชุดไปรเวทแทนชุดนักเรียนวันแรก  ซึ่งขณะที่เขียนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ กระแสจะเป็นไปในทางที่นักเรียนทั่วประเทศลุกขึ้นมา “ปลดแอกชุดนักเรียน” ตามๆ กันหรือว่าจะใส่เพื่อแสดงสัญลักษณ์อยู่ช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องดูกันต่อไป เพราะทุกวันนี้ก็เห็นว่า เด็กรุ่นใหม่ๆ ตื่นตัวเรื่องสิทธิกันเหลือเกิน เรื่องชุดนักเรียนมันก็เป็นประเด็นหนึ่ง

เคยคุยกับเด็กบางคนเขาก็บอกว่า เรื่องชุดนักเรียนเป็นเรื่องหนึ่งที่ “เป็นการบังคับทางวินัย” หรือการกดทับรูปแบบหนึ่งที่ผู้ใหญ่ใช้กฎมาแสดงอำนาจเหนือเด็ก โดยที่จริงๆ แล้ว ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุดนักเรียนนี่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการเรียนหรือช่วยให้เรียนดีขึ้นเลย แถมยังเป็นภาระผู้ปกครองยากจนที่ต้องเปลี่ยนชุดนักเรียนให้ลูกที่โตขึ้นทุกปี เรียกว่าเอามิติทางเศรษฐกิจครัวเรือนเข้ามาโยงด้วย

มันก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มองต่างมุมกันมาสองสามปีแล้วระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มเสรีนิยม เสรีนิยมเขาพยายามฉีกกฎเกณฑ์อะไรที่เขาคิดว่าไม่จำเป็น แล้วเอาเวลาไปพัฒนาศักยภาพให้ชีวิตในเรื่องอื่นๆ ดีกว่ามานั่งจับผิดกันอยู่ว่า เสื้อ กะโปรงถูกระเบียบหรือเปล่า รองเท้าถูกระเบียบหรือเปล่า ผมยาวถูกระเบียบหรือเปล่า ..มันพูดกันมาสองสามปีแล้วและเคยมีข่าวกรุงเทพคริสเตียนลองนำร่องดูให้เด็กแต่งไปรเวท แต่ไม่ได้ตามต่อไม่รู้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

แต่พอมี “ม็อบปลดแอก” ขึ้นมา เรื่องชุดนักเรียนกลายเป็นแอกอีกอันนึงที่เขาบอกว่าต้องปลด เหตุผลก็มีดังที่กล่าวไป  ทางขั้วอนุรักษ์นิยมเขาก็มีเหตุผลของเขา แต่เห็นการสื่อสารของขั้วอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับวินัยของเด็กนักเรียนบางทีก็ได้แต่เวียนหัว เพราะเหมือนชินกับการออกคำสั่งเลยลืมเหตุผล อย่างที่มีไปออกรายการทีวีแล้วเกิดมีมล้อเลียนไปทั่วอินเทอร์เนตเรื่อง “ผมยาวบังเพื่อน” ซึ่งความจริงเด็กไว้ผมยาวก็รวบ ไม่ใช่ตีกระบังโป่งเป็นคุณนายไปเรียนเสียหน่อย

ก็ต้องถอยมาฟังขั้วอนุรักษ์นิยมที่เขาใช้เหตุผลหรือใช้การโน้มน้าวใจที่น่าฟังบ้าง เขาก็ว่ามันเป็นระเบียบเรียบร้อย รู้ว่าเป็นเด็กนักเรียน ถ้าเกิดหนีเรียนไปทำอะไรสารวัตรนักเรียนจะได้ตามตัวถูก และการใช้เครื่องแบบเช่นเดียวกันทำให้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เด็กจะได้ไม่ต้องมีใครแต่งตัวแพงไปเรียน เอาของแพงๆ ไปใช้ให้อันธพาลหมั่นไส้ดักปล้นเอา แต่ถ้าจะให้ใช้ชุดนักเรียน รัฐสวัสดิการในการช่วยเหลือค่าชุดต้องมีปีต่อปี



ขั้วอนุรักษ์นิยมบางคนเขาก็ว่าถึงจะพยายามเป็นขบถเรื่องชุดนักเรียน แต่พอออกไปทำงานมันก็มียูนิฟอร์มของแต่ละองค์กรอยู่แล้ว ที่จะฝ่าฝืนไม่ใส่ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณไปเป็นสจวร์ต แอร์โฮสเตส ลองให้แต่งไพรเวทดูเห็นทีผู้โดยสารจะเรียกกันไม่ถูกเวลาขอความช่วยเหลือ หรือการแต่งเครื่องแบบในพวกข้าราชการต่างๆ มันก็มีเข็มมีเหรียญอะไรบอกยศถาบรรดาศักดิ์ที่จำเป็นต้องให้รู้ระดับกัน แล้วแต่ละคนก็ยินดีที่จะแต่งตามนั้น

ถ้าพูดในเชิงเร้าอารมณ์ (romanticize) เกี่ยวกับเรื่องชุดนักเรียนหน่อย ก็ต้องบอกว่า มันเป็นความอ่อนหวานของวัยเยาว์ที่ช่วงหนึ่งจะได้แต่งตัวอย่างที่สังคมมองว่า “นี่คือผู้เยาว์” และดูมีความบริสุทธิ์สดใส แต่งไปรเวทเด็กบางคนก็หัวสูงจะแต่งเอาหล่อเอาสวยเกินวัย หรือทำผมแบบเอาแต่สนใจในรูปลักษณ์ตัวเองจนดูไม่น่ารักสมวัยเท่าไร อันนี้สายชอบเครื่องแบบนักเรียนเพราะมันดูเหมาะกับเยาวชนเขาบอกมา

มันก็เถียงกันไม่จบล่ะ โรงเรียนไหนเคร่งวินัยหน่อยอย่างพวกโรงเรียนคริสต์ คอนแวนต์ อะไรต่างๆ ก็คงจะไม่ต้องการให้เด็กแต่งไปรเวท จึงน่าจะเป็นไปอย่างที่เคยเสนอไปแล้วว่า แต่ละโรงเรียนน่าจะมีฉันทามติร่วม ครูกับตัวแทนนักเรียน อาจเป็นพวกกรรมการนักเรียนก็ได้ ต้องพูดคุยกันหาจุดที่ลงตัว เป็นกฎที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และกระทรวงศึกษาธิการก็ฟังเสียงเด็กด้วยไม่ใช่คิดแต่วิธีสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ยุ่งยากขึ้นแต่ละปี

นี่โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่า ถ้าลำบากกันมาก สองฝั่งมีเหตุผลเดียวกันคือมันเปลือง (ใช้ชุดนักเรียนก็ต้องเปลี่ยนทุกปี มีชุดพละ ชุดลูกเสือเนตรนารีอีก ไม่ใช้ชุดนักเรียนก็ต้องแต่งมาไม่ให้อายเพื่อน) ก็ยกเลิกชุดนักเรียนไปเลย แล้วใช้ชุดมาตรฐานเป็น “ชุดพละ” แบบกลาง คือเสื้อเชิร์ตกับกางเกงวอร์มขายาวไปทุกวัน รัฐอาจช่วยสนับสนุนสวัสดิการเรื่องรองเท้าให้หน่อยเช่นมีคูปองลดราคารองเท้า เพราะส่วนที่แพงส่วนหนึ่งของชุดคือรองเท้า

แล้วจะแยกโรงเรียนก็ให้มันต่างกันแค่ใช้เข็มกลัดโรงเรียนไม่เหมือนกัน แบบไม่สังเกตก็ดูไม่รู้ว่านี่โรงเรียนไฮโซ นี่โรงเรียนไม่ดัง ชุดพละออกจะมีความคล่องตัว ใช้ในโอกาสอื่นๆ ได้แค่เอาเข็มออก เผลอๆ เด็กๆ อาจสวมชุดไปรับงานพิเศษหารายได้ระหว่างเรียนได้ด้วย เห็นเราชอบบ่นกันว่าเด็กไทยไม่ค่อยหารายได้พิเศษช่วงเรียน มีแต่ขอเงินพ่อแม่ ใช้ชุดพละก็อาจเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ เช่นไปรับจ้างเสิร์ฟอาหารช่วงเลิกเรียน หาเงินเองยิ่งรู้ค่าของเงิน



ที่พูดมาคือเรื่องวินัยที่เขาว่“กดทับเด็ก” ที่มันเห็นจากภายนอก มันไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกที่เด็กๆ ยุคใหม่ๆ จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามเพราะมันสอนให้เด็กคิด อ่านหนังสือเพื่อหาข้อมูลมาถก ปะทะสังสรรค์ทางความคิดกับผู้ใหญ่ได้ พยายามกดให้อยู่ในวินัยที่สร้างขึ้นมามาก ๆ บางทีมันก็ทำให้เด็กคิดไม่เป็นเอาซะอย่างนั้น ดังนั้น ความเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคืออย่ายึดแนวคิดเดิมๆ ตะพึดตะพือ แต่เปิดใจฟัง เด็กเองก็ต้องเปิดใจฟัง เพราะสำคัญคือการเกิดฉันทามติร่วมกัน

วันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มพูดถึงการรื้อถอนชุดความเชื่อหรือวินัยเดิมๆ ที่กดทับแล้ว และอีกประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมากในม็อบคนรุ่นใหม่ก็คือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งประเทศไทยนี่เวลามีรายงานระดับโลกมาก็ได้อายทุกปีว่าความเหลื่อมล้ำสูงมาก มีกลุ่มทุนผูกขาดอยู่ไม่กี่ตระกูล จนมีนักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าการลงทุนในประเทศไทยนั้นไม่คุ้มสำหรับต่างชาติและคนไทยเท่าไรเพราะความที่กลุ่มทุนผูกขาดอยู่ไม่กี่เจ้านี่แหละ แข่งขันยาก

เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร? วันก่อนมีเสวนาเรื่อง “ความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณประเทศเพื่อรัฐสวัสดิการ”  ที่พูดถึงการจัดรัฐสวัสดิการ ให้ทุกคนอยู่ได้อย่างเท่าเทียมกัน ที่น่าสนใจก็เช่นที่นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ข้อมูลจากธนาคารโลกพบว่าประเทศไทยจ่ายสวัสดิการคิดเป็น 3.7% ของจีดีพี ขณะที่เวียดนามจ่ายอยู่ที่ 6% ดังนั้นประเทศไทยไม่ได้จ่ายมากกว่า แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอยู่ที่กลุ่มข้าราชการ

ดังนั้นข้อเสนอคือปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบอุดหนุนให้กับประชนทั่วไป กับข้าราชการ ปี 2565 ในอัตราส่วนที่ข้าราชการได้เท่าไร ประชาชนได้เท่านั้น ดังนั้น จึงจะต้องติดตาม ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติของภาคประชาชน อย่างใกล้ชิด ส่วนนี้อาจต้องมีการหาเงินเข้าระบบเพื่อเป็นบำนาญสำหรับที่ไทยกำลังจะเข้าเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอให้ใช้แหล่งที่มาเช่น สลาก ลดงบประมาณกองทัพ แหล่งภาษีใหม่



ส่วนที่น่าสนใจคือที่ นายจอน อึ้งภากรณ์ ผอ.ไอลอว์ เสนอ เกี่ยวกับการตั้ง ส.ส.ร. ถ้ายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็เอาเรื่องรัฐสวัสดิการให้เกิดความเท่าเทียมกัน ที่สำคัญคือแก้ปัญหาการผูกขาดทุน ป้องกันไม่ให้มีผู้ผลิตเจ้าใหญ่รายเดียว  การถือครองที่ดินให้อยู่ระบบที่ไม่เกินความเหมาะสม ทั้งนี้โดยโดยอาศัยมาตรการทางภาษี และการปฏิรูปการถือครองที่ดิน โดยต้องสู้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มันเป็นจริงให้ได้  หน้าที่ของรัฐ อันดับแรกประชาชนต้องอยู่ดีกินดี

เรื่องแก้ไขกฎระเบียบที่กดทับกับเรื่องความเหลื่อมล้ำมันเยอะ พูดกันแป๊บๆ ไม่จบ วันนี้ขอยกตัวอย่างเท่านี้ก่อน.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    22%
  • ไม่เห็นด้วย
    78%

ความคิดเห็น