อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 9 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 9 มีนาคม 2564

เราจะอยู่กันอย่างไรในช่วงวิกฤตโควิดนี้

น่าสงสารเพราะมันไม่มีมาตรการอะไรที่จะเตรียมออกมาช่วยเหลือเขาก่อนจะสั่งปิด ประกาศปิดแล้วแนวๆ ให้เอาตัวรอดไปก่อนแล้วเดี๋ยวรัฐบาลพิจารณาให้เองว่าจะช่วยยังไง พฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2564 เวลา 08.00 น.


ขณะที่เขียนบทความนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค. ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งพรวดๆ ไปถึง 300 กว่าคน เรียกได้ว่าขนหัวลุกอยู่ จะเรียกระบาดใหม่ ระบาดซ้ำ ระบาดระลอกสอง ระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็แล้วแต่ประดิษฐ์วาทกรรมกันไปเถอะ แต่ผลมันคือเหมือนโดนปิดเมือง และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงันเพราะคนไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน แล้ววันจันทร์ที่ 4 ม.ค.ก็จะมีการประชุม ศบค.ชุดใหญ่อีก ซึ่งไม่รู้มาตรการอะไรออกมาอีกหลังจากประกาศ 28 จังหวัดพื้นที่สีแดง

แค่มาตรการใน กทม.ก็กระทบเศรษฐกิจหนักมาก อย่าลืมว่า กทม.เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจ่ายภาษีสูงที่สุดในประเทศ สิ่งหนึ่งที่น่าพูดถึงคือผลกระทบต่อธุรกิจภาคกลางคืน หรือธุรกิจบริการสถานบันเทิง ซึ่งเคยเป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลในช่วงก่อนโควิดแพร่ระบาด เป็นธุรกิจที่น่าสงสารที่สุดเพราะเหตุการณ์ซ้ำรอยอีหรอบเดิม คืออยู่ๆ ก็ประกาศวันที่ 1 ม.ค.ให้มีผลวันที่ 2 ม.ค. ตอนโควิดรอบแรกที่สั่ง 17 มี.ค.ก็ให้มีผลทันที 18 มี.ค.เช่นกัน



ธุรกิจภาคกลางคืนของประเทศไทยเป็นภาคธุรกิจที่“ขึ้นชื่อ”ในระดับโลก ถ้าเราไม่ปิดตาว่าบ้านเราเป็นเมืองพุทธ จะพบว่านักท่องเที่ยวมองประเทศไทยเป็นดินแดนที่ hang out (แปลว่าเที่ยวสนุก) ได้สะใจที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เพราะความพร้อมในการบริการชนิดที่อยากหาความสนุกอย่างไหนในธุรกิจบันเทิงของไทยก็หาได้ ที่สำคัญธุรกิจภาคกลางคืนไทยเป็นธุรกิจที่เป็น pink business คือมีความเป็นมิตรกับกลุ่มหลากหลายทางเพศสูง

เรารับนักท่องเที่ยวมากมายในช่วงก่อนโควิด หลายคนมาชมธรรมชาติในไทย แต่กลางคืนก็ hang out กันสนุกสนาน อย่างเกาะที่ว่าจะไปชมธรรมชาติเช่นสมุย พะงัน เสม็ด (หรือที่เรียกกันว่าเกาะเก้งพิสดาร เพราะขึ้นชื่อในหมู่เกย์มาก) ก็มีที่ให้ hang out ตอนกลางคืน หรือสงกรานต์นี่ ที่สีลมน่าจะเรียกได้ว่าปาระเบิดเข้าไปในถนนเกย์ตายครึ่งเอเชีย แต่พอเกิดเหตุที่ต้องล็อคดาวน์ คนในธุรกิจบริการเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด

น่าสงสารเพราะมันไม่มีมาตรการอะไรที่จะเตรียมออกมาช่วยเหลือเขาก่อนจะสั่งปิด ประกาศปิดแล้วแนวๆ ให้เอาตัวรอดไปก่อนแล้วเดี๋ยวรัฐบาลพิจารณาให้เองว่าจะช่วยยังไง คนทำงานในภาคธุรกิจบันเทิง ท่องเที่ยวนี้มีเป็นล้าน เที่ยวนี้รัฐบาลไม่มีท่าทีว่า “จะมีการชดเชยห้าพันบาทสามเดือน” เหมือนเดิมอีก เพราะเงินกู้ก็เอาไปลงในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภทเราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่งอะไรต่อมิอะไรไปเยอะแล้ว



ตรงนี้ก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยเรื่องการเงินการคลัง ขอละเอียดๆ ไม่ใช่แค่คำว่า “เอาอยู่” บอกมาให้ชัดว่า ถ้าจะปิดสถานบริการ สถานประกอบการยาวนานนี่ เที่ยวนี้จะยังมีการจ่ายเงินชดเชยอีกหรือไม่ การเริ่มปิดตั้งแต่ 2 ม.ค.นั้น ยังไม่รู้ว่าจะยาวนานไปถึงไหนเพราะขนาดระบาดเที่ยวที่แล้วแค่วันละร้อยคนไม่กี่วันก็ปิดเมืองไปสามสี่เดือน มันทำให้คนไม่มีรายได้ แล้วสถานประกอบการ สถานบันเทิงหลายแห่งก็ไม่ใช่สายป่านยาว

ยกตัวอย่างบางสถานประกอบการแถวสีลมนี่ เขาต้องเช่าที่ต่อสัญญาเที่ยวละ 6 เดือน แค่บอกว่าย่านสีลมก็เข็ดฟันแล้วว่าค่าเช่าที่มันต้องแพงแน่นอน ตัวผู้ประกอบการเองในช่วงไตรมาสสามและสี่ของปี 63 ก็ไม่ได้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำนักเพราะภาคท่องเที่ยวของไทยก็ขึ้นอยู่กับต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ที่มาใช้เงิน ถ้าต้องเลี้ยงดูพนักงานเห็นทีจะไม่ไหว อย่างเก่งก็จ่ายชดเชยให้แล้วให้ออกไปก่อน รอกลับมาสมัครงานใหม่ หรือไม่ก็กัดฟันจ่ายเงินเดือนครึ่งเดือน

เราคงจะได้เห็นภาพคนทำงานสถานบริการ สถานประกอบการ ตกงานกันเป็นแถวอีก แล้วถ้าเกิดมีภาวะล็อคดาวน์เมืองไม่ให้คนเหล่านี้กลับภูมิลำเนาไปใช้ชีวิตอีก คราวนี้เขาก็ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไร อีกทั้งหลายๆ คนเองก็คือคนที่ไม่ได้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพในต่างจังหวัด ( อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยความเหลื่อมล้ำมันเยอะ ทรัพยากรพวกที่ดินอะไรนี่นายทุนถือไปตั้งเท่าไร ชาวบ้านมีที่กระแบะมือเดียว ) แล้วเขาอยู่ กทม.จะทำอะไร

ภาคร้านอาหารก็ตุ้มๆ ต่อม ๆ ว่า คำสั่ง ศบค.จะมีผลกระทบให้ห้ามนั่งรับประทานในร้านอีกหรือไม่ เพราะถ้าเป็นไปอีก ลูกจ้างส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่เสิร์ฟ ล้างจาน ก็กลายเป็นภาระที่ไม่จำเป็น และอาจต้องเลย์ออฟคน การบริโภคในร้านอาหารลดลง การสั่งซื้อวัตถุดิบก็ลดลงตามกันเป็นลูกโซ่ ขนาดที่สมาคมภัตตาคารออกมาขอร้องให้ ศบค.ทบทวนเรื่องนี้ เพราะจะทำให้ภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะพวกบุฟเฟต์ขาดทุนนับแสนล้านบาท   

ภาพเก่าๆ เมื่อคราวปิดเมืองเดือน มี.ค.เตรียมจะย้อนกลับมาแบบเร็วกว่าที่คิด เรื่องเชื้อโรคก็มีข่าวไม่ค่อยดีที่ทำให้เราต้องระวังตัวหนักไปอีก ว่ากันว่า สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดเร็วจากอังกฤษก็มีโอกาสเข้าไทย แถมไม่รู้ว่าวัคซีนที่คิดค้นกันหลายประเทศจะได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์หรือเปล่า หรือกระทั่งเชื้อปัจจุบันนี่ ก็ว่าการทดลองวัคซีนมันยังไม่เสถียรมาก แต่มีความจำเป็นต้องใช้ไปก่อนก็ต้องใช้ ผลเป็นไงค่อยพัฒนาต่อไปอีก



หลายคนเขาก็พยายามจะบอกว่า มันทำให้เศรษฐกิจชะงัก ทำไมเราไม่อยู่กับเชื้อให้ได้ คือรักษาความสะอาด สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้านทุกครั้ง และยังบอกอีกว่า ความจริงโรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสที่จะไม่แสดงอาการหรือหายเองได้ด้วยซ้ำ หรือรักษาก็หาย  แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่อยากให้ประมาท เพราะคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนติดไปก็เสียชีวิต และกลายเป็นความสูญเสียในระดับครอบครัว หรือยิ่งสูญเสียมากถ้าคนตายเป็นคนสำคัญ

มันอาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ชั่งน้ำหนักทางจริยธรรม” ที่ปล่อยคนแข็งแรงดูแลตัวเองได้ จัดการกับชีวิตตัวเองแม้จะเสี่ยง ขณะเดียวกันมันก็มีคนที่ร่างกายอ่อนแอ หรือคนที่เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานในการป้องกันตัวอย่างเจลล้างมือ หรือหน้ากากอนามัยก็ยังมีอีก แล้วคนแข็งแรงก็ติดได้อย่างที่ระบาดคราวที่แล้ว ค่ารักษาพยาบาลต่อหัวก็ได้ข่าวว่าแพงหลักแสน  ก็คงพูดได้เพียงว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้รัฐบาลคุมเชื้อให้ได้เร็วที่สุด เพราะมันมีผลกระทบจริงๆ”

และที่สำคัญ คลัสเตอร์การระบาดใหม่ครั้งนี้มาจากบ่อน ยุคนี้ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ควรจะบอกลูกน้องเลิกหลับหูหลับตาเรื่องบ่อนได้แล้ว ความเห็นแก่ตัวของคนไม่กี่คนมันทำให้ประเทศฉิบหาย ตรวจจับแล้วไม่ใช่แค่เด้ง 5 เสือ สน. สภ. (ประกอบด้วย ผกก. , รอง ผกก.สส., รอง ผกก.ป., สวป., สว.สส.) ที่คนไม่รู้ว่า เด้งแล้วเป็นไง เอาไปแขวนไว้รอจังหวะเวลาดีๆ ก็กลับมาอีก ขนาดตอนระบาดรอบแรกจากสนามมวยก็ไม่เห็นความรับผิดชอบอะไร

กลับมาถึงคำถามที่ว่า เราจะอยู่กันอย่างไรในช่วงโควิดกลับมาระบาดรอบนี้ ก็สรุปได้ว่า เศรษฐกิจมีโอกาสพังอีกรอบ คราวนี้นอกจากระวังตัวเรื่องสุขภาพ ก็ต้องระวังตัวเรื่องค่าใช้จ่าย ติดตามข่าวสารให้ดีว่า รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรกับธุรกิจที่ปิดไปเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา และต้องติดตามมาตรการแบบรายวันเพราะเห็นจากการระบาดสองครั้งก็รู้แล้วว่าออกมาแบบสายฟ้าแล่บ และเราก็ต้องจับตาการเร่งหาวัคซีนของรัฐ

ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้อะไรๆ มันดีขึ้นเร็วๆ ทำได้เท่านี้.
.....................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น