อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

แก้ปัญหาก่อนเกิดอนาธิปไตย 

กรณีมีหมายจับหมายเรียกนั้น ทางกลุ่มราษฎรหรือกลุ่มวีโว่เองประกาศพร้อมสู้คดี แต่กรณีของนายมงคล หรือเยล ระวังจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ที่“ใครก็ไม่รู้”ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นพวกสายอนุรักษ์นิยมจัดก่อเหตุขึ้นมาก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องระวังมันจะเข้าสู่สังคมอนาธิปไตย คือ “ใครทำอะไรก็ทำไม่เคารพกฎหมาย” พุธที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


เมื่อวันที่ 16 ม.ค. หนึ่งในทีมการ์ดราษฎร คือ นายมงคล หรือเยล สันติเมธากุล อยู่ๆ ก็ถูกอุ้มหายจากบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อตรงปากซอยจัดสรรเสนาะ ถนนแพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถูกอุ้มหายไปราว 23.00 น. ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาในช่วงเที่ยงของวันที่ 17 ม.ค.ด้วยท่าทีอ่อนเพลีย และเข้าแจ้งความที่ สน.บางปู

สิ่งที่นายมงคลเล่าให้ฟังคือ เห็นรถตู้ผิดสังเกตตามมาระหว่างซื้อของ จึงส่งข้อความไปในกลุ่มการ์ดราษฎรว่า “ช่วยด้วย” และจากนั้นก็ถูกจับคลุมถุงผ้าสีดำขึ้นรถเพื่อไม่ให้มองเห็นอะไร ระหว่างนั้นได้ยินเพียงเสียงชายฉกรรจ์ข่มขู่ว่าจะเอาไปปล่อยที่ชายแดน และบังคับให้บอกรหัสปลดล็อคโทรศัพท์ เพื่อใช้โทรศัพท์ของนายมงคลส่งไลน์หาเพื่อนของเขา

สิ่งที่นายมงคลโดนเค้นอย่างหนักคือ บังคับให้ยอมรับว่า ได้ทำ “ป้ายที่มีเนื้อหาไม่บังควร” ไปปิดหน้าสถานที่พักฟื้นตากอากาศบางปูหรือไม่ ? ซึ่งเขาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำ แต่มีการแชร์รูปดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กตัวเอง (ตรงนี้เป็นสิ่งที่บอกเราว่า การแชร์รูปก็เกิดอันตรายได้)  จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็บังคับให้เซ็นเอกสารแต่นายมงคลไม่ยอมเซ็น

ที่สุดแล้วนายมงคลก็ถูกปล่อยตัวลงจากรถแล้วก็ขู่ว่า ห้ามไปร่วมชุมนุมทางการเมืองอีก มิฉะนั้นจะกระทืบให้ตาย ...นอกจากกรณีของนายมงคลแล้ว ยังมีกรณีของ นายทศเทพ หรืออาร์ต ดวงเนตร สมาชิกวีโว่ที่ถูกจับตัวไปคุมขังที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ขาดการติดต่อจนหัวหน้ากลุ่มวีโว่ นายปิยรัฐ จงเทพ โพสต์ข้อความว่าเป็นคนหาย
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความรุนแรงที่เกิดขึ้นติดๆ กัน ก่อนหน้านี้ก็มีการใช้หมายจับกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร คือ นายสิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกลางดึก และมีหมายจับอีกคนหนึ่งคือ นายชยพล ดโนทัย หรือเดฟ ที่ถูกกล่าวหาว่า นำสีสเปรย์ไปพ่นพระบรมฉายาลักษณ์ เจ้าตัวปฏิเสธ (ส่วนนายทศเทพ ถูกจับที่นำสีสเปรย์ไปพ่นให้ยกเลิก ม.112)

กรณีมีหมายจับหมายเรียกนั้น ทางกลุ่มราษฎรหรือกลุ่มวีโว่เองประกาศพร้อมสู้คดี แต่กรณีของนายมงคล หรือเยล ระวังจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ที่ “ใครก็ไม่รู้” ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นพวกสายอนุรักษนิยมจัดก่อเหตุขึ้นมาก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องระวังมันจะเข้าสู่ สังคมอนาธิปไตย คือ “ใครทำอะไรก็ทำไม่เคารพกฎหมาย”

ม.112 เป็นกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า “ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการทางการเมือง” อย่างกรณีของกลุ่มผู้ชุมนุมนี่ก็เหมือนเป็นการ “เขียนเสือให้วัวกลัว” ขณะนี้พวกเขายังอุ่นใจอยู่กับการที่มีพรรคพวกมาก แต่ต่อไปใครจะรู้ว่า ภาวะความแตกต่างทางความคิดผลักดันให้เกิดการกระทำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังขนาดไหน จากทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กให้เห็นปัญหาทำนองนี้โดยเรียกร้องให้ สภาผู้แทนราษฎรต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112 พร้อมทั้งสารภาพว่า เมื่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ยอมกลืนเลือดไม่เอาเรื่องแก้ 112 เพื่อให้พรรคได้ต่อสู้ทางการเมืองบ้าง

นายปิยบุตร ระบุว่า “นั่นกลายเป็นตราบาปที่ฝังในจิตใจของผมและเป็นแผลเป็นในชีวิตทางการเมืองของผมจนวันนี้ และวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ประชาชนจำนวนมากพร้อมสนับสนุน และอนาคตของชาติพร้อมเป็น ผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับ ส.ส. แต่ก็เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับการรณรงค์ กดดันต่อเนื่องต่อไป”

ซึ่งกรณีการจับกุมโดยใช้มาตรา 112 เกิดติดๆ กันเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งขั้วที่มีแนวคิดฝั่งซ้ายและแนวคิดฝั่งขวาในรัฐสภา ควรจะหันหน้ามาพูดคุยกันได้แล้ว ไม่ใช่แค่เพื่อลูกหลานของเรา แต่เป็นการลดการใช้กฎหมายสร้างความเกลียดชังและไม่เป็นผลดีกับสถาบันฯ อยู่ที่สมัยประชุมหน้า พรรคก้าวไกลจะกล้าจุดประเด็นเสนอหรือไม่
และพรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมยกมือพอให้เสียงผ่านสภาฯ หรือไม่ เมื่อเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น. 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น