อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

ทำความรู้จักกับ"โรคกลัวน้ำลึก" ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

"โรคกลัวน้ำลึก" อีกหนึ่งโรคที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่ขึ้นชื่อว่า "ความกลัว" แล้ว ใครๆ ก็เป็นกันได้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น "Healthy Clean" มีคำตอบมาฝากกัน เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 14.00 น.


เคยได้ยินคำว่า "โรคกลัวน้ำลึก" หรือโรคกลัวทะเลกันบ้างไหมคะ?... อาจจะเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยเท่าไหร่นัก แต่ขึ้นชื่อว่า "ความกลัว" แล้วก็คงจะไม่เข้าใครออกใคร คงไม่ใครเกิดมาแล้วกลัวสิ่งต่างๆ แต่หากเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็มีวิธีแก้ไข หรือรับมือที่จะอยู่ร่วมกับ "ความกลัว" ได้ ซึ่งในวันนี้ Healthy Clean ขอพามาทำความรู้จักกับ "โรคกลัวน้ำลึก" กัน

โดย นพ.ชาวิท ตันวีระชัยสกุล ฝ่ายจิตเวชผู้สูงอายุ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยว่า "โรคกลัวน้ำลึก" หรือกลัวทะเล มีหลายปัจจัยด้วยกันที่ทำให้คุณเกิดอาการกลัวทะเล มหาสมุทร หรือแหล่งน้ำลึก อาจเป็นเพราะเคยมีความทรงจำฝังใจที่ไม่ดีต่อแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ ซึ่ง "กลัวน้ำลึก" เป็นโรคในกลุ่มความกลัวเฉพาะเจาะจง (specific phobia) อย่างที่เรามักจะพบคนรอบข้างที่กลัวบางสิ่งบางอย่าง อาทิ เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรก กลัวสุนัข กลัวแมว กลัวแมงมุง จิ้กจก หรือแมลงสาบ ซึ่งความกลัวที่ว่านี้ เป็นความกลัวที่มากไปกว่าคำว่าไม่ชอบ อย่างเช่นคนทั่วไปไม่ชอบตะกวดแต่ก็ไม่ถึงขนาดเห็นเดินๆ อยู่ในสวนลุมพินีหรือที่ต่างๆ แล้วจะเกิดอาการใจสั่นจนถึงขั้นต้องหนีไป



คนที่เป็นโรคกลัวจะมีอาการค่อนข้างมาก เห็นได้จากเหงื่อออกทั่วร่างกาย วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ร้องไห้ คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน อยากจะหนีไปจากที่ตรงนั้น นิ่งเงียบผิดปกติ กรีดร้องออกมา กระสับกระส่าย วิตกกังวลมากกว่าปกติ มีทั้งเจอแล้วเกิดกังวลไปจนถึงกำลังจะเจอก็เกิดกังวลได้ หรือไปจนถึงแค่ได้ยินก็จะเกิดจินตนาการจนอาการแย่แล้ว

โดยทั่วไปคนไข้ในประเภท "โรคกลัว" นี้มักจะไม่ค่อยเดินทางมาพบแพทย์เพื่อรักษามากนัก เนื่องจากสิ่งที่กลัว ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะ "โรคกลัวทะเลหรือกลัวน้ำลึก" หากเป็นคนเมืองก็ไม่เจออยู่แล้ว หรือการเลี่ยงสระว่ายน้ำก็สามารถเลี่ยงได้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่ก็จะมีบางคนที่อยู่ในสถานการณ์หรือความจำเป็น ความอยากบางอย่างจะต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นใช้ชีวิตไม่ได้ก็จะมารับการรักษา



ถือได้ว่าคนไทยไม่ได้เข้ามารับการรักษาอาการที่เกี่ยวกับ "ความกลัว" มากนัก หากเทียบเทียบกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ อาทิ การวิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า แต่ถ้าถามถึงจำนวนคนเป็นเยอะไหม จากการศึกษาถือว่ามีมาก บางทีอาจจะเป็นอันดับหนึ่งด้วยซ้ำไป จะเห็นได้จากการสำรวจประชากรทั้งหมด จะมี "โรคกลัว" อันนู้นอันนี้มาก แต่ก็ไม่ได้เข้ามารับการรักษา เนื่องจากนยังใช้ชีวิตประจำวันอยู่ได้ โดยการสำรวจเกี่ยวกับ "โรคกลัว" จะเห็นได้ว่าประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นการกลัวที่มีอาการน้อย, ประมาณ 30 มีอาการปานกลาง และ 20 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ จะมีอาการที่ซีเรียสขึ้นมา โดยทุกๆ ความกลัวก็เกิดได้กับทุกช่วงอายุพอๆ กัน

แต่สำหรับการรักษา วิธีการหลักๆ คือการทำจิตบำบัด โดยมีอยู่ 2 ทาง ที่เรียกว่าCBT เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อความผิดปกติบางประการของอาการกลัว เป็นการจัดการเกี่ยวกับความคิด การตอบสนองต่างๆ ของคนไข้ ว่าทำไมถึงกลัว มันเกิดอะไรขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดวางความคิด

วิธีที่สองที่เป็นการรักษาหลักเราเรียกว่า graded exposure คือการกลัวอะไรก็ไปเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น เพียงแต่ก่อนที่จะไปเจอ คนไข้จำเป็นจะต้องฝึกว่าเจอแล้วจะเป็นอย่างไร จะต้องทำอย่างไรเพื่อควบคุมความกลัวให้ได้ โดยการเจอกับสิ่งที่กกลัว จะเป็นการเจอแบบทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างการดูรูปก่อนค่อยไปดูวิดีโอเกี่ยวกับข้องกับมหาสมุทร หรือพาคุณไปชายหาดนั่งจุ่มเท้า โดยมีนักบำบัดอยู่ใกล้ ๆ เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายคุณอาจคุ้นชิน และสามารถสลายความกลัวของโรคนี้เองได้



"บางคนอาจจะเคยได้ยินคนบอกว่า กลัวก็ต้องเจอสิ เจอแล้วจะได้หาย ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ผิดอะไร แต่สิ่งที่อยากจะเตือนว่า เราไม่ควรจะไปแกล้ง ไปล้อคนที่กลัว เพราะเป็นการทำร้ายจิตใจกัน ซึ่งคนที่เป็นโรคกลัวจริงๆ คือเป็นการที่เขากลัวมากๆ อย่าไปทำร้ายเขา" 

แล้วเมื่อไหร่ที่กลัวเกิดอาการ "กลัวน้ำลึก" หรือโรคกลัวสิ่งอื่นๆ จนต้องไปรักษา นพ.ชาวิท เผยว่า ในส่วนนี้ก็ต้องสังเกตตัวเองว่าเกิดความกลัวจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต หรือที่ผ่านมา การเลี่ยงสิ่งที่กลัวมากๆ นั้นกลับส่งผลให้เกิดปัญหากับชีวิตมากกว่า ก็แนะนำให้มาพบแพทย์จะดีกว่า

"อันที่จริงแล้วการเป็นโรคกลัวเช่นนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ เพราะการที่เขากลัวบางสิ่งบางอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะด้วยประสบการณ์ หรืออาจจะเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการสมองจนเกิดความกลัวขึ้นมา ซึ่งความกลัวเช่นนี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแบบชัดเจน มีการตอบสนองของร่างกายที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ความอ่อนแอ"..
................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น