อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

ขอโทษครับ..."หมอ" เจาะปอดคุณผิดข้าง

ขณะที่กำลังจะฉีดยาได้มีพยาบาลตะโกนมาจากอีกฟากหนึ่งของหอผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “หมอ คนไข้ต้องเจาะระบายข้างขวาไม่ใช่หรือ?” พุธที่ 3 มีนาคม 2564 เวลา 08.00 น.


ชายไทยอายุ 58 ปีเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผู้ป่วยรายนี้มานอนโรงพยาบาลด้วยอาการเหนื่อยหอบจากภาวะน้ำในเยื่อหุ้มปอดด้านขวา “หมอเอ” ได้รับไว้รักษาแบบประคับประคองด้วยการเจาะระบายน้ำในเยื่อหุ้มปอดวันเว้นวัน  ร่วมกับการให้ยาบรรเทาอาการปวดตามอาการ วันนี้เป็นวันครบกำหนดที่ต้องเจาะระบายน้ำอีกครั้ง หมอเอจึงได้ให้ทีมพยาบาลเตรียมเซ็ตอุปกรณ์ไว้ให้พร้อมเพื่อที่จะทำหัตถการหลังจากสั่งการรักษาผู้ป่วยครบทุกเตียง 

ขณะที่กำลังจะฉีดยาได้มีพยาบาลตะโกนมาจากอีกฟากหนึ่งของหอผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “หมอ คนไข้ต้องเจาะระบายข้างขวาไม่ใช่หรือ?” เหมือนสติหมอเอกลับมาอีกครั้ง นอกจากหมอเอไม่ตระหนักว่ากำลังจะเจาะผิดข้าง จริง ๆ แล้วหมอเอไม่ได้คิดถึงเรื่องซ้ายขวาเลยต่างหาก



หมอเอโกรธที่ความผิดพลาดที่กำลังจะเกิดขึ้น เกิดจากหมอเอมึนงงและอ่อนเพลียจากการดูแลผู้ป่วยมาทั้งคืน แต่รู้สึกว่านั่นไม่ยุติธรรมเลย แต่ถ้าตนจะพักและไม่มาทำงานในเช้าวันนี้ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วย

ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีอายุรแพทย์อยู่แค่ 3 คน และหมอเอยังโกรธที่ทำไมพยาบาลไม่เตือนหมอเอให้ดีกว่านี้ หมอเอรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ตนเสียหน้า นอกจากผู้ป่วยรายนี้จะรับรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำพลาด ผู้ป่วยคนอื่น ๆ ในหอ

ผู้ป่วยก็รับรู้ไปด้วย แต่คิดอีกที หากมองอีกมุมถ้าพยาบาลไม่ตะโกนมาหมอเอก็อาจจะทำพลาดไปเรียบร้อย
เมื่อบรรยายตัวอย่างคนไข้รายนี้เสร็จ  วิทยากรก็เชิญชวนให้ศิษย์ (แพทย์ประจำบ้าน ผู้กำลังเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง) และครูแพทย์ออกความเห็น 

“พี่เคยทำผิดมากกว่าหมอเอเสียอีก  คือเจาะผิดข้างจริงๆ ...เมื่อรู้ตัวพี่ก็ขอโทษคนไข้ พร้อมหารือคนไข้ว่าจะให้เจาะปอดอีกข้างหรือไม่...คนไข้เข้าใจและยอมให้เจาะอีกข้าง”….ครูแพทย์ซอ

“ผมว่าการขอโทษต้องทำด้วยความจริงใจ แปลว่า ไม่หวังให้คนไข้ยกโทษให้ ถ้าคนไข้จะให้ชดใช้ความเสียหาย หรือขอรักษากับหมอคนอื่น ก็ควรยินยอมโดยไม่พยายามแก้ตัวหรือโยนความผิดให้ผู้อื่น”...หมอโย(แพทย์ประจำบ้าน)



ความเห็นของครูและศิษย์สองท่านนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีแน่นอน  แต่บางคนอาจห่วงว่า ความจริงจะมีแพทย์ลักษณะเช่นนี้อยู่มากเพียงใด เมื่อนึกถึง แนวโน้มแพทย์ถูกฟ้องร้องมากขึ้นตลอดหลายสิบปีมานี้สวนทางกับเรื่องน่ายินดีนี้ มิใช่หรือ

ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ถ้าภาพที่พึงประสงค์คือ ท่าทีอันน่าชื่นชมแบบครูและศิษย์ดังกล่าว เราควรทำอย่างไรเพื่อเสริมโอกาสให้ภาพนี้เป็นจริงมากขึ้นเรื่อยไป

หลักคิดที่ควรได้รับความสนใจมากขึ้นคือ การพัฒนาระบบนิเวศน์การทำงานหรือให้บริการของสถานพยาบาลทั้งหลายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนท่าทีเช่นนั้น   ลองพิจารณาดูว่าถ้าระบบนิเวศน์ลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้เกิดขึ้นจริง อะไรจะตามมา  กล่าวคือ สถาปนาระบบส่งเสริมสนับสนุนให้...

1. แพทย์และบุคลากรทุกคนนิยมและกล้าพูดความจริงอย่างเปิดเผย แม้เป็นความผิดพลาด  โดยผู้บริหารสถานพยาบาล และ  ผู้อาวุโสทำตัวเป็นแบบอย่าง 
2. เลิกการถามหาแพะรับบาป เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น  แต่มุ่งสร้างทีมวิเคราะห์รากของปัญหาในเชิงระบบ เช่น การลาไปรับปริญญาพร้อมๆกัน  การกำหนดชั่วโมงการทำงานจนขาดการพักผ่อนเพียงพอ  การไม่มีขั้นตอนตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลและตำแหน่งรอยโรค(ข้างซ้าย ข้างขวา)ก่อนทำหัตถการ(เช่นการผ่าตัด การเจาะช่องปอด) เป็นต้น 
3. มีการปกป้องบุคลากรจากการถูกทำร้ายหรือเข้าสู่ความขัดแย้งกับผู้ป่วยและหรือญาติ ด้วยการมีทีมไกล่เกลี่ยที่เรียกหาได้ตลอดเวลาตามความจำเป็น  มีการสืบสวนหาความจริงและชดเชยความเสียหายแก่ผู้ป่วยตามความเหมาะสม  การออกแบบเคาน์เตอร์ทำงานที่บุคลากรจะไม่หันหลังให้คนไข้หรือญาติระหว่างทำงานโดยไม่จำเป็น
4. แพทย์และบุคลากรทุกคนนิยมและกล้ากล่าวคำ “ขอโทษ” จนชินโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนไข้/ญาติโกรธหรือเอาเรื่อง ไม่แก้ตัว  ไม่โทษคนอื่น



นอกจากระบบภายในสถานพยาบาล  กองทุนสุขภาพของรัฐ (ประกันสังคม บัตรทอง สวัสดิการข้าราชการ) และบริษัทประกันสุขภาพเอกชน ควรส่งเสริมสนับสนุนการทำหน้าที่ของสถาบันพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล(สรพ.) หรือ กลไกประกันคุณภาพอื่นๆ 

“สมัยแรกที่มี สรพ. หนูจำได้เลยว่า ปัญหาคนไข้นอนโป๊เกลื่อนหอผู้ป่วยในฤดูฝน หายไปเพราะสรพ.เข้ามาตรวจเยี่ยมคุณภาพแล้วทักผู้บริหาร เลยมีการจัดหาเครื่องอบผ้าใหม่ ทดแทนเครื่องเดิมที่เสียมานานหลายปี ”.....อดีตพยาบาลประจำหอผู้ป่วยใน รพ.แห่งหนึ่งในภาคอีสาน

นี่คือตัวอย่างของพลังถ่วงดุลจากภายนอกสถานพยาบาล ทำให้เสียงเล็กๆ ของคนทำงานก้องกังวานไปถึงหูผู้บริหาร
 
......................................
คอลัมน์
: เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 96