อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

เขี้ยวเล็บมังกร

งบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหมของจีนในแต่ละปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มชาติตะวันตกจำนวนมากเชื่อว่า ตัวเลขจริงสูงกว่าที่ประกาศอย่างเป็นทางการมาก อย่างเช่นในปี 2562 ที่จีนประกาศว่ามีจำนวน 174,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.3% ของจีดีพีประเทศ แต่รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เผยแพร่ในเดือน ต.ค. ระบุว่า ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากจีนไม่ได้รวมงบสำหรับการวิจัยและพัฒนา และงบจัดซื้ออาวุธต่างชาติ เข้าไปด้วย ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.

การประชุมประจำปี  2564 ของสภาประชาชนแห่งชาติ หรือรัฐสภาจีน (National People's Congress: NPC) ตามกำหนดจะเริ่มขึ้นในวันนี้ (5 มี.ค.) โดยหนึ่งในวาระสำคัญที่บรรดานักวิเคราะห์ และคอการเมืองทั่วโลกจับตามองมากที่สุด เห็นจะเป็นการเปิดเผยงบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหม ซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นมากในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเร็วจากการระบาดของโควิด-19 และปัจจัยความตึงเครียดด้านความมั่นคงสูงขึ้น จากความเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐและพันธมิตร
 
ปีที่แล้วจีนได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 ตัวเลขรายจ่ายด้านการทหารที่ประกาศ อยู่ที่เท่ากับ 178,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,395,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% ซึ่งเป็นการเพิ่มงบด้านนี้น้อยที่สุดในรอบ 30 ปี
 
หลังจากนายโจ ไบเดน นักการเมืองพรรคเดโมแครต เข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐส่งสัญญาณไปยังปักกิ่งทันทีว่า สหรัฐพร้อมจะแข่งขันกับจีน ในการแผ่ขยายอิทธิพลและแสนยานุภาพทางทหาร ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
 
ช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐส่งกองเรือรบบรรทุกเครื่องบิน แล่นผ่านใกล้ไต้หวัน ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนเกาะ และแล่นผ่านน่านน้ำพิพาทในทะเลจีนใต้ สร้างความโกรธเคืองแก่ปักกิ่งเป็นอย่างมาก 
 
หนี่ เล่อเซียง อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง “รุนแรงสุด” นับตั้งแต่สงครามเกาหลี คาดว่างบประมาณด้านกลาโหมของจีนจะสูงขึ้นมากในปีนี้ โดยปัจจัยกระตุ้นส่วนหนึ่งมาจากสหรัฐขายอาวุธชุดใหญ่ให้ไต้หวัน และเพิ่มความถี่ในการท้าทายจีน ในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะฟากตะวันตกที่เป็นทะเลจีนใต้
 
เมื่อไม่นานมานี้ ฝรั่งเศสหนึ่งในชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ส่งเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้าสู่น่านน้ำทะเลจีนใต้ เพิ่มความตึงเครียดขึ้นอีกหลายขีด
 
หนี่กล่าวว่า ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะในแผ่นดินใหญ่ หลายครั้งล่าสุดพบว่า ประชาชนสนับสนุนมากขึ้น และเห็นเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องใช้กำลังทหารบุกยึดไต้หวัน
 
แต่ รอสส์ แบบบิจ อดีตเจ้าหน้าที่ประทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็นนักวิจัยของศูนย์การประเมินยุทธศาสตร์และงบประมาณ หรือ ซีเอสบีเอ (Center for Strategic and Budgetary Assessments : CSBA) ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าจีนจะเพิ่มงบกลาโหมประมาณ 7% ในปีนี้ น้อยกว่าการทำนายของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่
 
เหตุผลก็คือ เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ตัวเลขเติบโตในปีที่แล้วเพียงแค่ 2.3% แต่ก็เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกเพียงประเทศเดียว ที่เศรษฐกิจไม่หดตัว และคาดว่าตัวเลขเติบโตของจีดีพีจีน จะสูงถึง 8.4% ในปีนี้
 
งบประมาณรายจ่ายด้านกลาโหมของจีนในแต่ละปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มชาติตะวันตกจำนวนมากเชื่อว่า ตัวเลขจริงสูงกว่าที่ประกาศอย่างเป็นทางการมาก อย่างเช่นในปี 2562 ที่จีนประกาศว่ามีจำนวน 174,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.3% ของจีดีพีประเทศ แต่รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เผยแพร่ในเดือน ต.ค. ระบุว่า ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากจีนไม่ได้รวมงบสำหรับการวิจัยและพัฒนา และงบจัดซื้ออาวุธต่างชาติเข้าไปด้วย
 
การประเมินของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) งบกลาโหมของจีนในปี 2562 อยู่ที่ 261,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนของสหรัฐในปีเดียวกัน อยู่ที่ 732,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.4% ของจีดีพีประเทศ
 
พ.อ.พิเศษ หวัง เซียงสุ่ย อดีตนายทหารกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป่ยฮัง ในกรุงปักกิ่ง กล่าวเป็นนัยว่า ความพยายามของสหรัฐในการขัดขวางจีนไม่ให้เข้าถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารในต่างแดน ทำให้จีนไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเพิ่มงบลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ
 
หากจีนเพิ่มงบกลาโหมในปีนี้สูงขึ้นมากตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ก็จะถือเป็นการส่งสัญญาณ ความพร้อมที่จะเพิ่มปฏิบัติการ ไปสู่การใช้กำลังผนวกดินแดนไต้หวัน หรือการอ้างอธิปไตยเหนือบรรดาหมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันออก.

-----------------------
      
เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
    

    

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 86