อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

ความสัมพันธ์ที่อึดอัด 'สหรัฐ-เอ็มบีเอส'

การที่สหรัฐ "กล่าวหาอย่างเป็นทางการ" ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย "ทรงบงการ" ให้มีการสังหารโหดนายจามาล คาช็อกกี เมื่อปี 2561 เป็นหนึ่งในแผนการ "ฟื้นฟู" ความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียหรือไม่ อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 09.30 น.

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เผยแพร่รายงานที่มีควาวยาวเพียง 4 หน้ากระดาษ และสรุปใจความได้ภายในไม่กี่บรรทัดว่า "เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงอนุมัติปฏิบัติจับกุมหรือสังหาร นายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย ที่เมืองอิสตันบูล ในตุรกี เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561"



หลังจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำ พลเมืองซาอุดีอาระเบีย 76 คน ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคาช็อกกี โดยทุกคนล้วนอยู่ในสังกัดของหน่วยงานซึ่งขึ้นตรงกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งสื่อตะวันตกมักแทนพระนามของพระองค์ว่า “เอ็มบีเอส” แต่กลับไม่ปรากฏพระนามของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดบนบัญชีดำนั้น ขณะที่รัฐบาลไบเดน "ไม่สามารถให้เหตุผลได้" ว่าเพราะเหตุใดจึงมีข้อยกเว้น" ให้กับประมุขในทางพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการสังหารโหดคาช็อกกี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากมักนำเสนอเนื้อหา "วิพากษ์วิจารณ์" รัฐบาลริยาด เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ไม่ยาก และแทบทุกฝ่ายเพ่งเล็งไปที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมาตลอด การที่สหรัฐ "กล่าวหาอย่างเป็นทางการ" ว่าพระองค์ทรงอยู่เบื้องหลัง ทำให้เกิดคำถามเช่นกันว่า เพราะเหตุใดต้องเป็นตอนนี้

นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ และประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยุ่งยาก และมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กล่าวว่า การเผยแพร่รายงานชิ้นนี้ "ณ เวลานี้" ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อ "สะบั้นความสัมพันธ์" แต่เพื่อ "ฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้สอดคล้องมากขึ้น" กับ "ผลประโยชน์ของอเมริกา"

ขณะเดียวกัน "การกระทำสำคัญกว่าคำพูด" การที่ซาอุดีอาระเบียไม่ได้อยู่ใน "กลุ่มแรก" ของการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างไบเดนกับผู้นำโลก นอกจากนี้ การที่ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เขาต้องการสนทนาโดยตรงกับ "ประมุขในทางนิตินัย" ของซาอุดีอาระเบีย คือสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน พระราชบิดาของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด เพื่อให้การดำเนินพิธีการทูตของสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย กลับมาเป็นไปตามหลักสากลอีกครั้ง

การประกาศยุติความสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อ "ประเทศใดก็ตาม" ในสงครามกลางเมืองเยเมน การยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งขึ้นบัญชีดำกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน "เป็นองค์กรก่อการร้าย" การส่งสัญญาณพร้อมกลับเข้าร่วมข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน แม้สองประเด็นยังไม่มีความคืบหน้ามากนักในทางปฏิบัติ แต่สร้างความผิดหวังไม่น้อยให้กับรัฐบาลริยาด


Al Jazeera English

อาจกล่าวได้ว่า การเผยรายงานเรื่องคาช็อกกีของสหรัฐ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของตัวเอง ดังที่กล่าวอ้าง แต่เป็นเจตนาในการสร้างความด่างพร้อย "เพื่อลดความน่าเชื่อถือ" ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดในสายตาประชาคมโลก เพราะจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อนานาชาติโดยปริยายว่า "เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่" กับ "ผู้ปกครองโดยพฤตินัย" ของซาอุดีอาระเบียต่อไป

ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย "ทรงได้รับการตามพระทัยมากเกินไป"


Al Jazeera English

อย่างไรก็ดี ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า การขับเคลื่อนนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีซาอุดีอาระเบียร่วมอยู่ในทุกส่วน ทั้งการเผชิญหน้ากับอิหร่าน การที่ไบเดนน่าจะยังคงสานต่อนโยบายของทรัมป์ ในการให้อิสราเอลได้สถาปนา "ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ" กับประเทศในโลกอาหรับ หรือแม้แต่สถานการณ์ในซีเรียและเยเมน ซึ่งล้วนต้องผ่านมือของซาอุดีอาระเบียด้วยทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลกยิ่งไม่มีทางขาดซาอุดีอาระเบีย ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกไปได้ ดังนั้น ความต้องการของไบเดนในการให้รัฐบาลริยาดแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน "เป็นแค่ลมปาก" และการแสดงท่าทีแข็งกร้าว "พอเป็นพิธี" เพราะหากสหรัฐเพิ่มแรงบีบกับรัฐบาลริยาดมากเกินไป อาจกลายเป็นการผลักให้ซาอุดีอาระเบียภายใต้การปกครองของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ซึ่งกำลังชูแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยหลักการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว หันไปหาจีนและรัสเซียมากขึ้นกว่าเดิม.

-----------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น