อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

โทษวางเพลิง เผาทรัพย์ จำ-ปรับ-หนักถึงประหาร!

พฤติกรรมก่อเหตุที่อยู่ในความสนใจของประชาชนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564 เวลา 12.05 น.


“วางเพลิง เผาทรัพย์” ประเด็นร้อนแรงและถูกพูดถึงในวงกว้าง เป็นพฤติกรรมกระทำผิดที่มีข้อหาตามกฎหมาย และมีโทษทั้งจำคุก ปรับ จนหนักสุดถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ความหนักเบาของโทษที่ได้รับขึ้นอยู่กับลักษณะพฤติการณ์ซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายหลายมาตรา

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเกี่ยวกับการวางเพลิง เผาทรัพย์ บัญญัติไว้ในลักษณะ 6 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน

มาตรา 217 ระบุ ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท

มาตรา 218 ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี
(1)โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย
(2)โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า
(3)โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม
(4)โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา
(5)สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน หรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ
(6)เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป อากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ

ในมาตรา 218 ถือว่าผู้วางเพลิงจะรับโทษหนักขึ้น หากเผาทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้โดยโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต !



มีข้อสังเกตสำคัญตามกฎหมายความผิดฐานวางเพลิง เผาทรัพย์ ต้องเป็นของ“ผู้อื่น”เท่านั้น การเผาทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไม่เป็นความผิดฐานวางเพลิง อ้างอิงตามแนวคำพิพากษาที่มักถูกหยิบยกเป็นตัวอย่าง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5364/2536

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านาง จ.ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 5 คน แยกกันอยู่มาเป็นเวลา 10 ปีเศษ แต่ยังมิได้จดทะเบียนหย่า ตามวันเวลาเกิดเหตุมีคนร้ายวางเพลิงเผาบ้านของผู้เสียหายซึ่งผู้เสียหายอยู่อาศัย เป็นเหตุให้บ้านและเครื่องใช้ภายในบ้านได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การวางเพลิงเผาทรัพย์ที่ผู้เสียหายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติ มาตรา 218 เป็นเหตุฉกรรจ์ของมาตรา 217 โดยมาตรา 218 บัญญัติให้ผู้กระทำผิดต่อทรัพย์ที่ระบุไว้ในมาตรา 218(1) ถึง (6) ต้องได้รับโทษหนักขึ้น ดังนั้น การกระทำอันมิได้เป็นความผิดตามมาตรา 217 แม้กระทำต่อทรัพย์ที่ระบุในมาตรา 218 ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน เมื่อมาตรา 217 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นเป็นความผิด ไม่มี ข้อความว่า“หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย”ก็เป็นความผิดแล้ว จะตีความคำว่า “ทรัพย์ของผู้อื่น” ให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยดังที่โจทก์ฎีกาย่อมมิได้ เพราะการตีความบทกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจะต้องตีความโดย เคร่งครัด จะขยายความออกไปถึงกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ในตัวบทโดยชัดแจ้งเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยย่อมมิได้ เพราะขัดต่อหลักความรับผิดของบุคคลในทางอาญาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2



ทั้งนี้ ฐานความผิดวางเพลิง เผาทรัพย์ กรณีตระเตรียมรับโทษเช่นเดียวพยายามกระทำความผิด ในมาตรา 219 ระบุ ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 หรือมาตรา 218 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำความผิดนั้น

ยกตัวอย่างฎีกาที่ 204/2475 จำเลยราดน้ำมันเบนซินบนเครื่องใช้ในห้องจนเปียกโชกโดยเจตนาจะวางเพลิงเผา แต่กระทำการไม่สำเร็จ ชาวบ้านได้กลิ่นน้ำมันแรงจัดจึงร้องเอะอะแล้วพังประตูห้องจำเลย พบกระป๋องน้ำมันเบนซินและไม้ขีดไฟในกระเป๋าเสื้อที่แขวนอยู่ในห้องชั้นล่าง จำเลยมีความผิดฐานพยายามวางเพลิง

ข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฐานความผิด กรณีที่เกี่ยวข้องกับวางเพลิง เผาทรัพย์ ยังมีรายละเอียดบทลงโทษแยกตามความหนักเบา ทั้งกรณีเล็กน้อย ไปจนถึงกรณีที่น่าจะเป็นอันตรายกับบุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นด้วย.


ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน
crimedn@dailynews.co.th


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น