อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

หยุดฉากข่มขืน!!ผ่านจอ ตอกย้ำซ้ำความรุนแรง

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดเวทีตีแผ่ปัญหาละครไทย ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับฉากข่มขืน ความรุนแรง เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564 เวลา 16.03 น.


เนื่องในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จึงได้จัดเวทีตีแผ่ปัญหาละครไทย ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับฉากข่มขืน ความรุนแรง และการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ สร้างปัญหาตอกย้ำซ้ำความรุนแรง โดยเวทีครั้งนี้จัดภายใต้หัวข้อเสวนา “หยุดฉากข่มขืนผ่านจอ หยุดผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคมไทย” พร้อมทั้งร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “เสียงจากใจที่ปวดร้าว”
 


น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริม มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาละคร และรายการทีวีที่ไม่ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยวิธีการสุ่มเก็บข้อมูลจากช่องต่างๆ ที่ออกอากาศตั้งแต่ ปี 2550-2564 ปัญหาพบว่า ละครที่ออกอากาศในช่วงเวลา 20.30 น. และหลายเรื่องมีการรีรัน เนื้อหาละครส่วนใหญ่ใช้การข่มขืน สร้างความโรแมนติกให้พระเอกนางเอกและจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ทั้งที่ความเป็นจริง เคสที่ถูกข่มขืนพบว่า ส่วนใหญ่ถูกกระทำจากคนใกล้ชิด ไม่มีเคสไหนที่จบแบบ แฮปปี้เอนดิ้ง อีกทั้งเนื้อหาละครใช้การข่มขืนสร้างความสะใจ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับนางร้ายตัวอิจฉา ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ควรมีใครถูกข่มขืน และการข่มขืนไม่ใช่วิธีการลงโทษ แต่เป็นอาชญากรรมทำลายความเป็นมนุษย์ อีกทั้งเนื้อหาของละครมีการโทษผู้เสียหายคือโทษฝ่ายหญิงด้วยการทับถมคำพูดรุนแรง และมีการตั้งคำถามกับผู้ที่ถูกข่มขืน เป็นการตีตราว่ามีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ทัศนคติแบบนี้จะทำให้ผู้ถูกข่มขืนส่วนใหญ่ไม่แจ้งความดำเนินคดี ซึ่งข้อมูลจากการให้คำปรึกษาของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กรณีปัญหาความรุนแรงทางเพศ มีจำนวน 36 กรณี แต่กลับแจ้งความดำเนินคดีเพียง 14 กรณี นอกนั้นเลือกที่จะไม่ดำเนินการ หรือใช้วิธีเจรจาไกล่เกลี่ย ย้ายที่อยู่

“การข่มขืน คืออาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ละครไม่ควรสนับสนุนและไม่ควรตอกย้ำให้ยอมรับคุ้นชินกับการข่มขืนผ่านพระเอก-นางเอก-นางร้าย” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริม มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ย้ำ
 


นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระแสที่มีการนำเสนอฉากละครที่ไม่เหมาะสม ทั้งเนื้อหาและภาพที่มีการคุกคามทางเพศ เราได้เชิญคณะอนุกรรมการชุดนี้มาประชุมเพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสื่อทุกประเภท ที่นำเสนอในเรื่องการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศไม่เหมาะสม กำหนดแนวทางเฝ้าระวัง เพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้อง พร้อมกันนี้จะทำเอ็มโอยูหรือบันทึกความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กสทช. ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อตามกฎหมาย
 
ด้าน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วัฒนธรรมความบันเทิงในละครของไทย ทุกเรื่องให้อำนาจผู้ชายมากเกินไปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกมิติ เช่น อำนาจร่างกายที่เหนือกว่าคนอื่น อำนาจสถานะทางเศรษฐกิจ อำนาจในครอบครัว อำนาจในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทำให้เกิดความรุนแรง โดยไม่มีการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งละครเป็นโลกแห่งแฟนตาซีที่หลุดจากความเป็นจริง ทำให้การข่มขืนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะละครมีอิทธิพลมากมาย กว่าเราจะลุกขึ้นมาตั้งคำถามในประเด็นนี้ก็มีผู้หญิงถูกข่มขืนมาต่อเนื่องตั้งแต่มีละครไทย ซึ่งสังคมเพิ่งตื่นก็เมื่อปี 57 แต่มาถึงวันนี้ละครหลายเรื่องก็ไม่เปลี่ยนแปลง อ้างเหตุผลเดิมๆ เช่น เรตติ้งและโทษคนดูว่าชอบดูละครแบบนี้
 


พ.อ.เสริมพงษ์ จารุเลิศวุฒิ อนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่าสุด กสทช.ได้ดำเนินการละคร เรื่อง เมียจำเป็น หลังมีการร้องเรียนเข้ามา เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล หลังจากนั้นได้ปรับเปลี่ยนเวลาการออกอากาศไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีละครอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่รีรันได้ตัดฉากที่มีความรุนแรงออกไปแล้ว ก่อนนำกลับมาฉายใหม่ ที่ผ่านมามีละครประมาณ 7 เรื่อง ที่มีการร้องเรียนเข้ามา ได้ดำเนินการปรับและปรับเปลี่ยนเวลาออกอากาศไปแล้ว และ กสทช.ยังได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้รับใบอนุญาตทั้งหมด เพื่อให้เข้าใจในการนำเสนอเนื้อหารายการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น