อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

คนขับอูเบอร์กับการถูกป่วนโดยลูกค้าใต้สถานการณ์โควิด-19

ผู้โดยสารหญิงผิวดำ 3 คนไม่สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19คนขับเอาคลิปลงเน็ตโชว์ พุธที่ 17 มีนาคม 2564 เวลา 12.00 น.


สุภกะ กั๊ดกะ เป็นคนเนปาลอพยพมาอยู่สหรัฐอเมริกาเพื่อหางานทำ โดยเขาให้ครอบครัวภรรยาและลูกอยู่ที่เนปาล ไว้มีฐานะมั่นคงแล้วจะค่อยเอาครอบครัวมาอยู่ด้วย ชีวิตในอเมริกาแม้จะขัดสน แต่ก็ยังดีกว่าในบ้านเกิดเมืองนอนที่ไร้ความหวัง สุภกะขยับขยายตัวเองออกมาและเลือกอาชีพขับรถอูเบอร์รับส่งผู้โดยสาร

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เขาต้องทำงานหนักและแบกรับความเสี่ยงอย่างมาก เพราะลูกค้าก็คงจะน้อย เนื่องจากไม่มีใครอยากออกไปไหน ไม่พอรับลูกค้ามาก็ยังต้องเสี่ยงกับโควิด-19 ด้วยในอเมริกานั้นเป็นปัญหาใหญ่ แม้ตอนนี้การฉีดวัคซีนจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงอย่างมากแล้ว คาดกันว่าการเปิดประเทศโดยสมบูรณ์ของอเมริกานั้น ทางประธานาธิบดีโจ ไบเดน เล็งไว้ว่าจะให้เป็นวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติของอเมริกาเอง



อย่างไรก็ดี มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะพอวัคซีนเริ่มมีการฉีด หลายเมืองก็เริ่มหย่อนวินัยมาตรการป้องกันโควิด ไม่ใส่หน้ากากกันแล้ว เรื่องนี้อันตราย เพราะแม้การติดเชื้อจะลด แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่ใช่ว่าจะหมดไปทีเดียว

ทีนี้คุณสุภกะแกทำงานที่เมืองซานฟรานซิสโก ตัวเขากลายเป็นข่าวโด่งดังเมื่อแชร์คลิปจากกล้องในรถ ซึ่งเขารับผู้โดยสารหญิงผิวดำ 3 คนขึ้นรถ ระหว่างนั้นได้มีปากเสียง เพราะผู้โดยสารคนหนึ่งไม่สวมหน้ากากอนามัย จึงทำให้เขาต้องขอร้องให้ใส่เพื่อป้องกันการติดเชื้อและพาขับไปยังปั๊มน้ำมันเพื่อให้ผู้โดยสารคนหนึ่งลงไปซื้อหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ซะ
เรื่องมันจะไม่มีอะไร ถ้าเราเห็นควรว่าจะไปซื้อหน้ากากอนามัยใส่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19



แต่มันมีอะไร ก็เพราะผู้โดยสารเจ้าปัญหารายนี้แกไม่ยอมลงไปซื้อ ไม่ยอมสวมหน้ากาก และบอกสุภกะ โชเฟอร์อูเบอร์ของเราให้ขับรถไป อย่าไปสนใจเรื่องนี้เลย แน่นอนว่าสุภกะไม่ยอมครับ จะยอมได้ไง หากผู้โดยสารที่ไม่สวมหน้ากากแกติดโควิดจริง มันไม่ใช่จะเสี่ยงต่อตัวคนขับ แต่ยังเสี่ยงต่อตัวผู้โดยสารคนอื่นที่มาใช้บริการต่อได้

การทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น มีการโต้เถียง และผู้โดยสารหญิงเจ้าปัญหาคนนี้ก็ทำทีไอใส่เบาะหลังคุณสุภกะ แล้วบอกว่าติดโควิด ซึ่งยิ่งวุ่นไปใหญ่ จากนั้นเธอก็เหมือนจะโมโหคว้ามือถือสุภกะ จนทำให้เขาต้องโวยวายว่าอย่าแตะต้องทรัพย์สินของเขา ความวายป่วงเกิดขึ้นต่อเนื่องเมื่อผู้โดยสารรายนี้ดึงหน้ากากของสุภกะออกจากหน้าจนขาด โดยระหว่างนั้นมีผู้โดยสารหญิงอีกคนร่วมพูดจาสนับสนุนไปด้วย ส่วนอีกคนนั้นแกนิ่งเฉย



คลิปนี้มีความยาว 42 วินาที เราจะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่ตามคำให้การกับตำรวจคือผู้โดยสาร 3 คนลงจากรถ โดยแม่สาวตัวดีได้ฉีดสเปรย์พริกไทยใส่เข้าไปในรถด้วย ก่อนจากไป หลังเกิดเรื่องสุภกะแจ้งตำรวจทันที ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ชมเชยว่า ทำถูกแล้วที่แจ้งเจ้าหน้าที่จากโรงพักที่ใกล้เคียงที่สุดไปตรวจสอบ เพราะเหตุนี้มันไม่ใช่เหตุทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่มันมีข้อหาตามมาอีกมาก ทั้งทำร้ายร่างกาย ใช้สารเคมี ละเมิดมาตรการสาธารณสุข ผลก็คือข้อหาตามมาเป็นหางว่าวเลย

หลังเกิดเรื่องสุภกะไม่สามารถขับรถต่อได้นะครับ เพราะสเปรย์พริกไทยที่ฉีดไป ทำให้บรรยากาศในรถตามเบาะ ตามพื้นจะรู้สึกแสบ ๆ ถ้าเอาไปรับผู้โดยสารต่อนี่ คงโดนด่าเลย แกต้องเสียเงินค่าล้างรถอยู่หลายวันทีเดียว นั่นหมายความว่ารายได้แกจะหายไปด้วย

ทั้งนี้ พอหลังเกิดเรื่อง แกเอาคลิปลงเน็ตโชว์ โดยได้บอกครอบครัวก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่าไปกังวลในสิ่งที่ปรากฏในคลิป สุภกะไม่ได้ติดโควิด และทางอูเบอร์พอทราบเรื่องก็รีบช่วยค่าล้างรถเป็นจำนวนเงินหลายร้อยดอลลาร์ทันที



สำหรับผู้โดยสาร 2 คนที่ร่วมก่อเหตุในคลิป (อีกคนรอดครับ เธอไม่ได้ทำอะไรเลย นั่งเฉย ๆ แบบงง ๆ) ถูกแจ้งข้อหาทันที หญิงสาวตัวต้นเรื่องที่ก่อเหตุได้เข้าพบตำรวจแล้ว โดยหลังเกิดเหตุเธอเดินทางไปลาสเวกัส ด้วยระบบการประสานงานของตำรวจอเมริกาที่ไม่โหลยโท่ยเหมือนบางประเทศ ตำรวจลาสเวกัสจึงไปแจ้งข้อหาเธอและพาตัวมายังซานฟรานซิสโกท้องที่เกิดเหตุ ส่วนเพื่อนที่ร่วมวงด่าไปด้วย ก็มีทนายออกมาเผยว่าจะไปมอบตัวในเร็ววันนี้

หลังเกิดเรื่องมีคนช่วยทำแคมเปญให้กับคุณสุภกะ เพื่อหาเงินช่วยเหลือในช่วงที่หยุดงานไป เพราะรถโดนสเปรย์พริกไทย ก็ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง โดยเขาตั้งเป้าว่าถ้าเก็บเงินได้มากพอก็จะพาครอบครัวย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาในเร็ววันหนึ่ง

ทั้งนี้ ในช่วงโควิด-19 ทางบริษัทอูเบอร์นั้น บังคับให้พนักงานถ่ายรูปตัวเองก่อนจะรับลูกค้ามายืนยันว่าใส่หน้ากากโดยตลอด แต่ผู้โดยสารไม่ต้องนะครับ อูเบอร์ให้เป็นหน้าที่ตกลงกันระหว่างคนขับกับลูกค้า หลังเกิดเรื่องอูเบอร์ออกมายืนเคียงข้างคนขับและประกาศแบนลูกค้าทั้ง 3 คนทันที (คนที่ไม่โดนแจ้งข้อหาก็โดนแบนด้วย) ซึ่งอูเบอร์ย้ำว่าลูกค้าจะต้องใส่หน้ากากและเคารพคนขับ ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ไม่ต้องมีการใช้บริการรับส่งอีก



ตัวสุภกะ เผยว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความเกลียดชังที่มีต่อคนเอเชีย ผู้อ่านยังจำกันได้ว่าก่อนหน้านี้มีคนไทยวัยชราถูกวัยรุ่นผิวดำพุ่งชนจนเสียชีวิตอย่างไม่มีสาเหตุที่อเมริกา เหตุนี้เขาเรียกว่าคดีประเภท Hate Crime ที่ผู้ก่อเหตุกระทำเพราะเกลียดชังอีกฝ่ายเนื่องจากมีสีผิว ชาติพันธุ์ เพศ แตกต่างไป เลยก่อเหตุทั้งที่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการตั้งข้อหาประเภทนี้ไว้ด้วย ยิ่งในช่วงโควิด-19 นี้ คนเอเชียที่อยู่ในอเมริกามีสถิติถูกด่าเหยียดผิว ทำร้ายสูงมาก เป็นผลจากเชื้อโควิด-19 ที่มันลุกลามจากประเทศจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คนเก่าดันไปเรียกว่า ไข้หวัดจีน ซึ่งยิ่งทำให้กระแสเกลียดชังคนเอเชียในชาติตะวันตกสูงมากไปอีก ดังนั้นถ้าจะพูดเรื่องเหยียดผิวก็ต้องมองทุกสีผิวนะครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากไปกว่าเหตุทะเลาะวิวาทในคลิป ข่าวต่างประเทศเขาทำละเอียดนะครับ ไม่ใช่เล่นข่าวคลิปแล้วจบ แต่เขาขยายภาพว่าเหตุที่มันเกิดขึ้นนั้น มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากไปกว่าเหตุตรงหน้าไหม ซึ่งทำให้ข่าวมีความลุ่มลึกและสะท้อนปัญหาสังคมได้ดีกว่าที่ประเทศไทยเรานำเสนอข่าวคลิปด้วยซ้ำไป เราจึงเห็นนักข่าวไทยแกะคดีจากคลิปกันเก่งมาก ไปสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้ ประชาชนคนธรรมดาแล้วใช้น้ำเสียงการถามเหมือนกับคุยกับบุคคลระดับประเทศ กดดันไล่ต้อนแต่พอสัมภาษณ์บุคคลระดับประเทศกลับนอบน้อมผิดสังเกต เรียกได้ว่าเก่งกับชาวบ้าน แต่หงอกับผู้มีอำนาจ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทำไมสื่อไทยถึงถูกด่าจากสังคม บางเรื่องนั้นเกินจริงไป แต่หลายเรื่องก็เป็นจริงตามที่เขาด่านั่นแหละ

ขึ้นต้นด้วยเรื่องอเมริกาแต่จบลงด้วยสื่อไทย ก็อยากจะเทียบเคียงให้เห็นว่าคลิป ๆ หนึ่งที่ว่อนเป็นกระแสในเน็ตนั้น สำนักข่าวระดับโลกเขาโชว์ให้เห็นว่าจะนำเสนออย่างไรให้มันมีผลกระทบและน่าสนใจ เรื่องนี้เป็นอีกบทเรียนที่สื่อไทยควรจะเลียนแบบอย่างมาก เพื่อผลประโยชน์ต่อองค์กรและประชาชนผู้เสพข่าวทุกท่านอย่างแท้จริง

หวังว่าจะเป็นตามที่หนอนโรงพักหวังนะครับ พบกันใหม่อาทิตย์หน้า สวัสดีครับ...

..........................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 198