อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้อย่างไร แก้อะไร แก้เพื่อใคร?

รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องมีการทำประชามติก่อน การลงมติวาระ 3 สามารถกระทำได้ ถ้าไม่เห็นชอบร่างดังกล่าวก็ตกไป เป็นไปตามกฎหมายทั่วไป พฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 น.


เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 64 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ คำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1)



สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีเอกสารเผยแพร่ว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8
ต่อ 1 โดยมีคำวินิจฉัยฉบับย่อว่า “รัฐสภามีอำนาจหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มี..64 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการประชุมของสำนักกฎหมาย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องมีการทำประชามติก่อน การลงมติวาระ 3 สามารถกระทำได้ ถ้าไม่เห็นชอบร่างดังกล่าวก็ตกไป ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายทั่วไป เพียงแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องทิ้งระยะเวลาจากวาระ 2 ไป 15 วัน แล้วถึงจะลงมติวาระ 3 ได้ วันที่ 17-18 มี.ค. 64 จะยังคงมีการประชุมรัฐสภาตามเดิม เนื่องจากมีการบรรจุลงระเบียบวาระการประชุมไปแล้ว แม้จะมีความเห็นที่หลากหลายแต่รัฐสภาก็ต้องยึดรัฐธรรมนูญ และยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก



วันที่
15 มี.. 64 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกลางฉบับเต็ม จึงขอนำสาระสำคัญบางส่วนมาเผยแพร่ดังนี้ “… การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด 15/1 ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงนามพระปรมาภิไธย เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จึงนำประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข…”



วันที่ 16
มี.ค. 64 ประธานรัฐสภาได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา เพื่อปรึกษาหารือถึงคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่อาจหาข้อสรุปในการดำเนินการของรัฐสภาได้ จึงขอให้คณะกรรมการประสานงาน(วิป) 3 ฝ่ายให้กลับไปศึกษาคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แล้วในวันรุ่งขึ้นจะได้กลับมาปรึกษาหารือกันก่อนที่จะมีการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 17 มี.ค. 64 และยังได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาพิจารณาคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อความชัดเจนว่าสามารถเดินหน้าลงมติในวาระที่ 3 ได้หรือไม่

วันที่ 17 มี.ค. 64 หลังการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาประธานรัฐสภากล่าวว่าที่ประชุมฝ่ายกฎหมายของรัฐสภามีความเห็นเปลี่ยนไป หลังจากมีคำวินิจฉัยกลางออกมา โดยเห็นว่าไม่ควรลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 และตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีลักษณะไม่เห็นด้วยกับการลงมติวาระ 3 เพราะควรต้องทำประชามติก่อนตลอดทั้งวันประธานรัฐสภาเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยสมาชิกรัฐสภา​เสนอทางออกเป็น 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ไม่พิจารณาลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แนวทางที่ 2 พักร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนและส่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอีกครั้ง แนวทางที่ 3 เดินหน้าลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ การประชุมรัฐสภาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมง แต่ก็ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้ท้ายที่สุดจึงมีการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมเรื่องเร่งด่วนพิจารณา​ลงมติวาระ 3 ผลการลงมติของที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีดังนี้ เห็นชอบ 208 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 94 เสียง ไม่ประสงค์ลงคะแนน 136 เสียง จึงมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่....
พ.ศ.... และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 มีอันต้องตกไป เนื่องจากเสียงเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา



เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วไปในสังคมในการศึกษาและเรียนรู้ทำความเข้าใจกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงขอนำมาตรา
255 มาตรา 256 และการแก้ไขเพิ่มหมวด 15/1 เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีการบัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 255 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้

มาตรา 256 ภายใต้บังคับมาตรา 255 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

(2) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภาและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ

(3) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งในจํานวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

(4) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา โดยการออกเสียงในวาระที่สองนี้ ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ แต่ในกรณีที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ประชาชนเป็นผู้เสนอ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้แทนของประชาชนที่เข้าชื่อกันได้แสดงความคิดเห็นด้วย

(5) เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

(6) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจํานวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา



(7) เมื่อมีการลงมติเห็นชอบตาม (6) แล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน แล้วจึงนําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นําความในมาตรา 81 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(8) ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออํานาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทําให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออํานาจได้ ก่อนดําเนินการตาม (7) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ดําเนินการตาม (7) ต่อไป

(9) ก่อนนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยตาม (7) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน แล้วแต่กรณี มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ว่าร่างรัฐธรรมนูญตาม (7) ขัดต่อมาตรา 255 หรือมีลักษณะตาม (8) และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับเรื่องดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยมิได้



การแก้ไขเพิ่มหมวด 15/1
เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำหนดให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือระบบ "หนึ่งเขตหนึ่งคน" โดยมีเงื่อนไขพิเศษว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องห้ามแก้ไขหมวดที่ 1 บททั่วไป และ หมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์

.....................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น