อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

วัคซีนทางเลือก ใครได้ใครเสีย?

ถึงแม้จะมีวัคซีนออกมาใช้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ทั่วโลกมีอัตราการฉีดไปมากกว่า 658 ล้านโดส ใน 151 ประเทศ  แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ “การขึ้นทะเบียนฉีดวัคซีนแบบฉุกเฉิน”  ต้องควบคุม ระมัดระวัง และติดตามผลการฉีดอย่างใกล้ชิด ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจึงดำเนินการฉีดโดยภาครัฐ  อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 เวลา 12.00 น.


โดยฉีดให้ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนตามหลักฐานทางวิชาการและความจำเป็น 1. บุคลากรการแพทย์ เพื่อป้องกันระบบสุขภาพล่ม 2. คนทำงานด่านหน้าเพราะมีความเสี่ยงได้รับเชื้อ 3.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ป้องกันการเสียชีวิต…ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเหลื่อมล้ำ โอกาสในการได้รับวัคซีน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคนมีเงินเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ ส่วนคนจนต้องรอไปก่อนทั้งๆ ที่อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ การฉีดวัคซีนของไทย ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เป็นต้นมาจึงยังเป็นไปตามหลักการฉีดวัคซีนที่ควรจะเป็น แม้จะมีกระบวนการ “แซะรัฐปิดกั้นเอกชนไม่ให้นำเข้ามา”  ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงปัญหาอยู่ที่ภาคเอกชนไม่สามารถจัดหาวัคซีนเข้ามาเองได้ อันเนื่องมากจากเหตุผลข้างต้นคือ “การขึ้นทะเบียนฉีดฉุกเฉิน” ผู้ผลิตจะขายให้รัฐเท่านั้น  

ล่าสุด โควิด 19 ปะทุขึ้นอีกรอบจาก “คลัสเตอร์ผับบาร์หรูหรา”  คราวนี้เป็นเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ถึงความรุนแรงในการก่อโรคไม่ได้ต่างไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ความสามารถของมันคือแพร่ได้เร็วกว่า 1.7 เท่า ทำให้ยอดติดเชื้อกลุ่มนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว   

ท่ามกลางความตกอกตกใจของประชาชน รพ.เอกชนพร้อมใจขึ้นป้ายงดตรวจโควิด ระบุ “น้ำยาตรวจโควิดหมด เตียงเต็ม” ตามมาด้วยถ้อยแถลงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงสายของวันที่ 9 เม.ย. เปิด “ปฏิบัติการวัคซีนทางเลือกโควตาราวๆ 10 โดส” ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐ -รพ.เอกชน  

มีเสียงกระซิบมาจากวงหารือร่วม “การบริหารจัดการวัคซีน โดยภาคเอกชนมีส่วนร่วมและการจัดเตรียม รพ. สนาม” ว่าผลที่ออกมาเช่นนี้เพราะมีการกดดันหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องของการรองรับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ บวกกับกระแสข่าวว่ารัฐจัดหาวัคซีนล่าช้าบ้าง ฉีดล่าช้าบ้าง

เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  และกรมการแพทย์ ก็น่าเชื่อได้ว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดย “ใช้ความกลัวของประชาชนเป็นตัวประกัน” เพราะจากตัวเลขน้ำยาตรวจโควิดมีมากถึง 3-4 แสนชุด แถมสั่งสำรองอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ตัวเลขอัพเดต เรื่องเตียงที่จะรองรับผู้ป่วยในกทม. เฉพาะรพ.เอกชนก็ยังว่างอยู่กว่า 300 เตียง ส่วนวัคซีนป้องกันโรคก็ทยอยเข้าไทยมาเรื่อยๆ

ล่าสุดเช้าวันที่ 10 เม.ย.ก็เข้ามา 1 ล้านโดส ปลายเดือนเข้ามาอีก 5 แสน โดส รวมที่เข้ามาก่อนหน้านี้เป็น 2.5 ล้านโดส ยังไม่นับรวมของแอสตร้าเซนเนก้าที่จะทอยอยออกมาอีกประมาณ 61-65 ล้านโดส รวม 2 ยี่ห้อเท่ากับประเทศไทยมีวัคซีนกว่า 67 ล้านโดส ฉีดคนละ 2 เข็ม เท่ากับว่าจะมีคนไทยได้รับวัคซีนราวๆ 33.5 ล้านคน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมายืนยันถึงแผนการกระจายวัคซีน และความสามารถในการฉีดทั้งในรพ.ใหญ่ และรพ.สต.นับหมื่นแห่ง รวมถึงการออกฉีดนอกพื้นที่ ซึ่งต้องเรียกว่าครอบคลุม 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่น่าจับตากรณีเปิดโควตาวัคซีนทางเลือกให้เอกชนราวๆ 10 ล้านโดสนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร แน่นอนว่าผู้ผลิตไม่ขายตรงให้เอกชนอยู่แล้ว ภาระจึงตกอยู่ที่ภาครัฐ  เพราะฉะนั้นคำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ ถ้ารัฐหาได้ “ทำไมจึงไม่เป็นวัคซีนฟรี” ให้ประชาชนตามสิทธิที่ควรจะได้ ถ้าจัดหาวัคซีนให้เอกชนนำไปฉีดให้คนมีเงิน โดยเป็นวัคซีนตัวอื่นที่นอกเหนือจากวัคซีน 2 ยี่ห้อ เป็นการแบ่งเกรด แยกคนหรือไม่ และอีกคำถามคือหากเอกชนฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงอะไรขึ้นนั้น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ!

ซึ่งเรื่องเหล่านี้รัฐต้องตอบให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ารัฐเองเป็นผู้สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้ยิ่งกว้างขึ้น และเป็นฟืนอีกท่อนที่จะถูกสุมเข้าไปในความขัดแย้งของประเทศ .

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น