อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมืองไทย หวั่นจริงๆเศรษฐกิจกู่ไม่กลับ

ไวรัสที่กลายพันธุ์ขั้นรุนแรง จนวัคซีนที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผลทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันยกเลิกการจองห้องพักไปแล้วมากสุดถึง 70% จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 08.00 น.


ประเทศไทย ณ เวลานี้ อยู่ในภาวะของ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” หลังจากถูกไวรัสร้ายโควิด สายพันธุ์อังกฤษ เข้ารุมขย่มซ้ำ โดยมีที่มาของการแพร่ระบาดจากคลัสเตอร์ทองหล่อ

การระบาดในรอบนี้ ไว เร็ว กระจายเป็นวงกว้าง แถมระบาดไปยังบรรดา แวดวงไฮโซ ดารา นักร้อง เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล ผู้บริหารเอกชน หรือแม้กระทั่งผู้บริหารประเทศในระดับรัฐมนตรี



หากเทียบกับ “แพกลางกุ้ง” ที่เป็นการระบาดในหมู่ของแรงงานต่างด้าว เรื่อยมาจนถึงบรรดา พ่อค้า แม่ค้า รวมไปถึงประชาชนคนธรรมดาที่เดินตามท้องถนน
ที่สำคัญ!! การระบาดในแต่ละครั้ง ดันมาเกิดในช่วง ก่อนเทศกาล จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลมายังการหมุนรอบของเศรษฐกิจ

การระบาดในรอบที่สอง เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ก่อนก้าวเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ปี 64 ที่เกิดขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร จนทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักไปไม่น้อย
ส่วนการระบาดในครั้งนี้ ที่บรรดา “ชาวเรา” ต่างเรียกว่าเป็นการระบาดรอบที่สามไปแล้ว ก็เกิดก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นปีใหม่ไทย ไม่นาน เช่นกัน

แม้ความเสียหายที่หลายหน่วยงานวิจัยต่างคาดการณ์กันออกมาประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท อาจไม่เท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นในการระบาดระลอกแรก ก็ตาม
แต่ปัญหาใหญ่!! อยู่ที่ว่า รัฐบาลรับมือไหวหรือไม่? เพราะความเร็วของการแพร่ระบาดนั้นต่างกระจายไปทั่ว ในเพียงไม่กี่วันเท่านั้น โดยความเร็วในการระบาดมีมากถึง 1.7 เท่าทีเดียว

ด้วยการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ได้สร้าง “ความโกลาหล” ให้กับบรรดาโรงพยาบาลเอกชนอย่างหนัก ถึงขนาดที่บางโรงพยาบาลต้องปิดรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพราะมีคนแห่มาใช้บริการกันมาก จนน้ำยาตรวจหมด หรือบางแห่งที่ไม่มีห้องแล็บตรวจโดยเฉพาะ ก็ต้องอาศัยโรงพยาบาลรัฐ เป็นผู้ดำเนินการ ก็ต้องล่าช้าไปอีก 2-3 วันกว่าจะรู้ผล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 4-5 ชม. ก็รู้ผลกันถ้วนหน้าแล้ว



อย่าลืมว่า การระบาดที่เกิดขึ้นใหม่นี้ เป็นการะบาดที่เกิดขึ้นกับ “คนมีตังค์” มีความสามารถพอที่จะไปตรวจหาเชื้อกันเอง โดยไม่ต้องรบกวนเงินภาษีของประชาชนคนไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่บรรดาโรงพยาบาลเอกชน จะออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ว่าไม่สามารถเตรียมเตียง เตรียมสถานที่ไว้รองรับบรรดาผู้ติดเชื้อ ตามที่ภาครัฐออกมาเรียกร้อง
และ....ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ถ้าคนไทยในเวลานี้ จะหวาดผวาแล้วหันหน้าถามตัวเองทุกวัน ว่า ติดหรือยัง?

แต่ที่ไม่ใช่เรื่องแปลก และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องติดตามเกาะติดดูแลอย่างใกล้ชิด ก็คือ เรื่องของ ภาวะเศรษฐกิจ นี่แหละ!! อย่าลืมว่า หลายคนบอกว่าปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจไทยติดลบ 6.1%
เพราะจนถึงเดี๋ยวนี้ ก็มีรายงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ออกมาบอกชัด ๆ ไปแล้วว่า ด้วยพิษของโควิดจากคลัสเตอร์ทองหล่อ ทำเอาคนไทยทั้งประเทศ “แหยง” จนต้องยกเลิกการจองห้องพักและการเดินทางท่องเที่ยวไปแล้วมากสุดถึง 70%



ขณะที่ภาคกลาง ภาคอีสาน แห่ยกเลิกการจัดงานประเพณีสงกรานต์กันไปแล้วในหลาย ๆ จังหวัด ทั้งที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ราชบุรี นครปฐม สระบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี
ด้าน แบงก์ชาติเอง ก็ออกมาประเมินเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ ติดลบแน่ ๆ เพราะจากฐานเดิมในปีที่แล้ว ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบตรง ๆ จากเจ้าไวรัสร้าย ขณะที่ในไตรมาสที่สี่ ของปี 63 ก็เริ่มมีสถานการณ์ที่คลี่คลาย

ที่น่าสนใจและต้องเกาะติดให้ดี ก็ที่แบงก์ชาติ ได้ประเมินสถานการณ์โดยหยิบยก...กรณีเลวร้ายที่สุด ที่ไวรัสกลายพันธุ์รุนแรง จนวัคซีนที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผล จะทำให้เศรษฐกิจไทยดิ่งนรกลงไปใกล้เคียงกับการระบาดรอบแรกแน่ ๆ

และสิ่งที่คนไทยคาดหวังคือรายได้จากนักท่องเที่ยว จากการเปิดประเทศ ก็จะทำไม่ได้ และต้องเลือนออกไปอย่างน้อยอีก 2 ปี หรือในปี 66 โน่น

แหม...ท่านผู้ชมเอ๊ยยย... ไม่อยากจะคิดเลย หากเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดอย่างที่แบงก์ชาติประเมิน ประเทศไทยจะเจ๋งย่อยยับขนาดไหน?
 
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”









 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    81%
  • ไม่เห็นด้วย
    19%

ความคิดเห็น