อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

รับมือ "สังคมสูงอายุ" ทุกคนต้องไปสู่จุดนั้น!

ปัจจุบันผู้สูงอายุในประเทศไทย มีแนวโน้มอยู่คนเดียวหรืออยู่ลำพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการดูแล โดยพบว่าผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรสเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 20.6 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด และเป็นผู้สูงอายุปลาย 80  ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 24 ที่ต้องการการดูแลปรนนิบัติ อังคารที่ 13 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.


ปัจจุบันผู้สูงอายุในประเทศไทย มีแนวโน้มอยู่คนเดียวหรืออยู่ลำพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการดูแล โดยพบว่าผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรสเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 20.6 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด และเป็นผู้สูงอายุปลาย 80  ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 24 ที่ต้องการการดูแลปรนนิบัติ แต่ขาดผู้ดูแลมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 4 ของผู้สูงวัย ซึ่งส่วนใหญ่มักมีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ทำให้มีแนวโน้มของการมีภาวะพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้นและต้องการการเกื้อหนุนพึ่งพาจากภาครัฐและสังคมมากขึ้น

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 58 โดยมีจำนวนผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 11 ล้านคน และคาดการณ์ว่าไทยจะเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 64 หมายถึงมีผู้สูงอายุ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด และปี 74 จะกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอดด้วยผู้สูงอายุตามอัตราส่วน ถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด

จากข้อมูลสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่ามีประชากรผู้สูงอายุในปี 62 จำนวน 11,136,059 คน แบ่งเป็นชาย 4,920,297 คน หญิง 6,215,762 คน ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ 1,677,728 คน อยู่เพียงลำพัง 1,223,451 คน และไม่มีสวัสดิการอีกจำนวน 85,805 คน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อแนวโน้มของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและภัยทางสังคมอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การทอดทิ้ง ซึ่งหมายถึงการละเลย เพิกเฉย หรือการกระทำใด ๆ อันมีผลทางลบต่อทางร่างกาย ทางเพศ ทางอารมณ์จิตใจของผู้สูงอายุ ตลอดจนการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อและจำกัดต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ความพร้อมทางคุณภาพชีวิตหลังเกษียณของคนไทย ยังไม่ดีเท่าประเทศอื่น ซึ่งปัญหานี้สะท้อนได้จากข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งประชากรไทยมีรายได้ต่อหัว 1.9 แสนบาทต่อปี เงินเดือนเฉลี่ย 14,000 บาท ถือว่าอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก ทำให้ความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองในยามแก่มีไม่เพียงพอ



ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

ทีมข่าว “1/4 Special Report” มีโอกาสคุยกับ นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น นางสุจิตรากล่าวว่าหากพูดถึงคำว่า “ผู้สูงอายุ” คือบุคคลอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้ง ๆ ที่บางคนยังดูแข็งแรง ไม่แก่ ยังมีศักยภาพการทำงานอยู่ หลายคนอยากมีส่วนร่วมกับสังคม แต่จะทำอย่างไรให้สังคมเห็นว่าผู้สูงเหล่านี้ ยังคงเป็นพลังในการขับเคลื่อน และไม่ใช่ภาระแต่อย่างใด

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกือบ 12 ล้านคน โดยปี 64 กรมกิจการผู้สูงอายุคาดว่าจะเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือคิดเป็นอัตราส่วน 20% ของประชากรในประเทศ และอีก 10 ปีข้างหน้า คือปี 74 จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด คือมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 30%  การที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งทำให้อายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้การมีความรู้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ดูแลตัวเองดี ในขณะเดียวกันอัตราการเกิดน้อยลง จึงทำให้มีสัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ส่วนสาเหตุที่มีผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังเพิ่มมากขึ้น มาจากลักษณะของสถาบันครอบครัวไทยได้เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเป็นครอบครัวขนาดใหญ่อยู่กันหลายคน พ่อ แม่ ปู่ ย่า ลุง ป้า น้า อา แต่ปัจจุบันเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น อาจจะประกอบไปด้วยแค่พ่อแม่ ลูก เมื่อลูกโตขึ้นไปประกอบอาชีพของตนเอง เหลือแค่พ่อแม่ตามลำพัง และส่วนหนึ่งมาจากในปัจจุบันไม่ค่อยมีลูกกันมากขึ้น เมื่อถึงวันหนึ่งก็อยู่กันแค่เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังมีคนโสดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้สูงอายุที่กรมกิจการผู้สูงอายุอยากเข้าไปดูแล มีหลัก ๆ อยู่ 4 มิติ คือ ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งทางด้านสุขภาพนั้นเราอยากให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพยาวนานมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจก็อยากให้ดูแลตัวเองได้ เข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ มีรายได้พอสมควร ส่วนทางสังคมนั้นจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยวหรืออยู่เพียงลำพัง มีชุมชนที่เข้มแข็ง สำหรับด้านสภาพแวดล้อมนั้นการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป จะต้องมีสวัสดิการที่ดีขึ้น อาทิ ทางลาดชัน หรือป้ายตัวหนังสือใหญ่ ๆ ที่มองเห็นชัดมากขึ้น มิติเหล่านี้เราต้องเตรียมการรองรับกับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น



ปัญหาใหญ่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพังมากขึ้น

ส่วนอุปสรรคในการดำเนินงานกรณีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ได้แก่ ครอบครัวผู้สูงอายุไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ  นอกจากนี้ยังขาดการบูรณาการการดำเนินงานและการประสานส่งต่อในการดูแลผู้สูงอายุ และขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล หากพูดถึงอุปสรรคในการทำงาน เรามุ่งมั่นจะก่อให้เกิดการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิกับผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) ทั้ง 12 แห่ง เหมือนเป็นจุดศูนย์กลางในสังคม โดยมีผู้คนส่วนใหญ่แวะเวียนเข้าไปดูแล แต่ช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ทางด้านภาวะเศรษฐกิจอาจทำให้มีคนแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมเยียนน้อยลง แต่ถือว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของทางหน่วยงานราชการอยู่แล้ว แม้จะขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกที่เคยมี แต่ ศพส.ยังคงจัดสรรดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มที่เหมือนเดิม

ขณะที่การแก้ไปปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเพิ่มมากขึ้น เราต้องการสร้างความตระหนัก ความเข้าใจให้กับครอบครัวของผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ เช่นการอบรมอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในชุมชน ควรมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแผนบูรณาการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงวัย

โดยช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา กรมกิจการผู้สูงอายุ ไม่สามารถทำงานได้เพียงลำพัง จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข-ศึกษาธิการ-คมนาคม-มหาดไทย-กลาโหม-แรงงาน-วัฒนธรรม รวมทั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.) ล้วนเกี่ยวข้องกับงานที่เราทำทั้งหมด

นอกจากนี้กรมกิจการผู้สูงอายุ ยังเร่งสร้างความเข้าใจให้กับสังคม คือ 1.เตรียมตัวเองเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ 2.เตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่ร่วมกันกับสังคมผู้สูงอายุ 3.เตรียมตัวเองให้เป็นคนที่มีส่วนร่วมและเข้าใจผู้สูงอายุ  การเพิ่มศักยภาพผู้สูงอายุ ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าผู้สูงอายุยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีส่วนร่วมในสังคม จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุติดสังคม มากกว่าการติดเตียง



รัฐบาลต้องมีแผนงานรับมือให้ชัดเจน

นางสุจิตรากล่าวต่ออีกว่า ถ้าพูดถึงงบประมาณที่เราได้อาจจะไม่มากนัก จำนวน 600-700 ล้านบาทต่อปี แต่ทางกรมกิจการผู้สูงอายุ มีภารกิจ คือ ทำน้อยให้ได้มาก ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องปรับวิถีการทำงาน จากที่เคยทำ 1 แล้วได้ 1 จะทำอย่างไรให้เป็น 2 เป็น 3 ขึ้นมา โดยเน้นให้ความสำคัญกับเครือข่าย ซึ่งไม่ได้หมายถึงงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีการสนับสนุนด้านวิชาการ ด้านเทคโนโลยี  หรือสวัสดิการด้านอื่น ๆ เข้ามา ตรงนี้ถือว่าช่วยเราได้มากทีเดียว
  
อยากให้ทุกคนเข้าใจผู้สูงอายุและสังคมสูงวัยมากขึ้น แล้ววันหนึ่งก็เป็นเราที่ต้องเดินเข้าไปสู่จุดนั้น ขอให้ทุกคนตระหนักรู้ เพื่อไม่ให้วันหนึ่งเราจะกลายเป็นภาระในอนาคตแต่จะกลายเป็นพลังไปเรื่อย ๆแทน สำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ถือเป็นวันครอบครัวของคนไทย เรื่องความผูกพันเป็นเรื่องสำคัญ สถาบันครอบครัวเป็นมิติสำคัญที่สุด สำหรับผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตามการจะแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยเกษียณขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยลง จึงเป็นภาระของบุตรหลานต้องเสียค่าใช้จ่ายดูแลต่าง ๆ ปัญหาผู้สูงอายุจึงเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลต้องมีแผนงานให้ชัดเจน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบและเพิ่มงบประมาณทางด้านสวัสดิการสังคมมากขึ้น เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ขยายกรอบเวลาการเกษียณเป็น 65–70 ปี เป็นอีกหนึ่ง ตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องกระตุ้นให้สังคมเห็นว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ สามารถประกอบการงานที่เป็น ประโยชน์ได้ และต้องส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุตามความเหมาะสม ของแต่ละบุคคล เพื่อในอนาคตเราจะต้องเตรียมตัวเป็นผู้สูงวัยต่อไป



12 ศูนย์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุประกอบด้วย 1.ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค 2. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ปทุมธานี 3. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์จ.พระนครศรีอยุธยา 4. ศูนย์พัฒนา การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จ.ชลบุรี 5. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ลำปาง 6. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จ.เชียงใหม่ 7. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 8. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.นครพนม 9. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจ.สงขลา 10. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุภูเก็ต จ.ภูเก็ต 11.ศูนย์พัฒนา การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านทักษิณ จ.ยะลา 12. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่น จ.ขอนแก่น

การจะเข้ามาอยู่ในศูนย์ 12 แห่ง ด้วยคุณสมบัติดังนี้ คือ 1. อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปและมีสัญชาติไทย 2. ไม่เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญา และอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล 3.ไม่เป็นโรคติดต่อ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 4.มีความสมัครใจ 5.สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในกิจวัตรประจำวัน 6.ไม่มีอาการทางจิตรุนแรง หรือมีพฤติกรรมด้านลบที่จะส่งผลกระทบต่อผู้อื่น 7.ไม่ติดสารเสพติด หรือติดสุรา 8.กรณีคนเร่ร่อน ถูกทอดทิ้งหรือไร้ที่พึ่ง ต้องผ่านกระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ก่อน เช่น การเยี่ยม ครอบครัว/ชุมชน การหาอาชีพที่เหมาะสม รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องเป็นผู้ประสบปัญหา ความเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฐานะยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย ขาดผู้อุปการะ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือดูแล การจะเข้ามาอยู่ไม่มีค่าใช้จ่าย ทางผู้สูงอายุหรือญาติสามารถโทรฯแจ้งความประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการ ได้ที่หมายเลข 1300 จะมีคนเข้าไปประเมินดูแลผู้สูงอายุต่อไป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น