อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

จับมือร่วมกันฝ่าวิกฤติ เอาตัวรอดโควิดระลอก3

สถานการณ์เริ่มต้นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ถึงต้น เม.ย. 64 คงต้องบันทึกเอาไว้อีกครั้ง เพราะแหล่งศูนย์กลางระบาดกลายเป็น กรุงเทพมหานคร มีความเชื่อมโยงมาจาก แหล่งสถานบันเทิงหรู ย่านทองหล่อ กลางเมืองกรุง จากการสอบสวนข้อมูลของผู้ติดเชื้อที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1–7 เม.ย. 64 เกือบทั้งหมดเชื่อมโยงมาจาก คริสตัลคลับ ทองหล่อ 25 และ เอเมอรัลด์ผับ พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.


ถึงวันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ยังไม่มีวี่แววจะลดลง แถมรอบนี้เชื้อยังได้กระจายไปทั่วประเทศ!!

จากสถานการณ์เริ่มต้นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ถึงต้น เม.ย. 64 คงต้องบันทึกเอาไว้อีกครั้ง เพราะแหล่งศูนย์กลางระบาดกลายเป็น กรุงเทพมหานคร มีความเชื่อมโยงมาจาก แหล่งสถานบันเทิงหรู ย่านทองหล่อ กลางเมืองกรุง จากการสอบสวนข้อมูลของผู้ติดเชื้อที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1–7 เม.ย. 64 เกือบทั้งหมดเชื่อมโยงมาจาก คริสตัลคลับ ทองหล่อ 25 และ เอเมอรัลด์ผับ เชื้อโควิด แพร่กระจายไปแบบรวดเร็วกว่า  2 ระลอกนั้น  สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจาก เป็น เชื้อ“สายพันธุ์อังกฤษ” (B117) ติดเชื้อง่าย แพร่ระบาดรวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 1.7 เท่า ที่สำคัญไม่ได้แสดงอาการป่วยมาให้เห็น ทำให้กลายเป็น ซูเปอร์สเปรดเดอร์ ของการแพร่เชื้อระลอกใหญ่



กลุ่มนักเที่ยวราตรี ศิลปินดารา และพริตตี้ ต่างไม่มีใครรู้ตัวว่าติดเชื้อ เมื่อยังใช้ชีวิตตามปกติ ทำให้เชื้อกระจายไปยังบุคคลรอบข้างอย่างง่ายดาย หลังมีการเปิดเผยข้อมูลช่วงสัปดาห์แรก 1-7 เม.ย. ในกรุงเทพมหานคร มีผู้ติดเชื้อพุ่งพรวดเป็นหลักร้อยแบบก้าวกระโดด กระจายครบไล่ตั้งแต่ระดับ รัฐมนตรี ทูต ข้าราชการระดับสูง บุคคลในแวดวงยุติธรรม กองทัพแทบจะ 4 เหล่าทัพ โดยเฉพาะอาชีพตำรวจติดเชื้อนับร้อยคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนบันเทิง ทั้งดารานักร้อง นักดนตรี นักแสดง ตลก ฯลฯ รวมไปถึงอาชีพกลางคืนติดเชื้อกันถ้วนหน้า ทยอยกันเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลต่อเนื่อง

ทีมข่าว 1/4 Special Report เกาะติดรายงานไทม์ไลน์ โควิดระลอก 3 เอาไว้บ้าง หากไปดู สัปดาห์แรก จาก ต้นเดือน เม.ย. หลังพบการติดเชื้อใจกลางอยู่ในกรุงเทพมหานคร จากนั้นพบว่า สัปดาห์ที่สอง เชื้อเริ่มขยายวงจากกรุงเทพฯ กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรอบนี้ไม่ได้มีการสั่ง “ล็อกดาวน์” พื้นที่เหมือนปี 63 จากผู้ติดเชื้อรายใหม่ ยอดหลักร้อย มาถึงวันที่ 13 เม.ย. ขยับใกล้หลักพัน นอกจากนี้ที่น่าเป็นห่วงเพราะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่กระจายไปทั่วทุกจังหวัดเกือบทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากตรงกับช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ผู้คนก็เริ่มทยอยกลับภูมิลำเนาตัวเอง จังหวัดที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กรุงเทพมหานคร คือ เชียงใหม่, ชลบุรี ยอดหลักร้อยเช่นกัน ทำให้เห็นทั้งในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และปริมณฑล เริ่มมี โรงพยาบาลสนาม แล้วแยกผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวไม่มีอาการรุนแรงออกไปไว้ในโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่ง เตียงเริ่มจะไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทางโรงพยาบาลก็ยังเริ่มจับคู่กับโรงแรมบางแห่งที่พร้อมทำเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการรุนแรงมากักตัวตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าการทยอยตั้งโรงพยาบาลสนามน่าจะเป็นการรองรับสถานการณ์ สัปดาห์ที่สาม ของเดือน เม.ย. หลังจากหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์จะมีการเคลื่อนตัวของผู้คนอีกจำนวนมาก ขณะที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เริ่มงัดมาตรการ Work From Home (WFH) กลับมาอีกครั้งคือให้ทำงานอยู่ที่บ้านกันชั่วคราวไปจนถึงปลายเดือน เม.ย. 64



กักตัวใกล้แพทย์ดีกว่าอยู่บ้าน

ทีมข่าว 1/4 Special Report ได้ติดต่อพูดคุยกับ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิดในรอบนี้ค่อนข้างรุนแรงและแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว จากการดูแลคนไข้ที่ติดในรอบนี้ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ บางรายก็มีอาการเล็กน้อย แต่คนที่มีอาการปอดอักเสบจากสายพันธุ์อังกฤษเรายังไม่พบ อย่างไรก็ดีผู้ติดเชื้อโควิด ควรมารักษาตัวที่ โรงพยาบาล หรือไปที่ โรงพยาบาลสนาม ซึ่งจะได้ผลการรักษาดีกว่ารักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน เพราะบางคนอยู่บ้านจะให้มีวินัยปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ที่จะไม่พบปะผู้คนหรือออกไปสถานที่อื่นนอกจากห้องพักค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะโดยปกติมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สำหรับผู้ติดเชื้อแล้วถ้าอาการไม่รุนแรงไม่มีโรคอะไรแทรกซ้อน ควรออกกำลังกายบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อที่ร่างกายจะได้สร้างภูมิต้านทาน ที่สำคัญไม่ควรจะเครียดมาก แต่ควรทานอาหารให้ครบหมู่ ควรปฏิบัติตัวเองให้เหมือนกับคนไข้ที่พักฟื้นจากอาการของโรคทั่วไป

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์อังกฤษ B117  ซึ่งแพร่เชื้อได้รวดเร็วจะส่งผลให้เตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอ ตอนนี้ยอดของผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน และยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง แต่สิ่งที่ต้องระวังในสถานที่กักตัวของคนไข้คือ ห้องที่ปูพรม มีความเสี่ยงจะดูดซับละอองฝอย ที่เป็นพาหะของการติดเชื้อได้ ดังนั้นห้องที่ใช้กักตัวจึงไม่ควรปูพรม



เผยระยะความเสี่ยงติดเชื้อ

พญ.สมรรจน์ ลิ้มมหาคุณ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มองว่า คนไทยจะต้องเผชิญกับสภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปอีกอย่างน้อย 1 ปี แต่ถ้าเมื่อใดเราฉีดวัคซีนป้องกันได้ 70 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งโลก จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น ซึ่งวัคซีนจะต้องสร้างภูมิต้านทานให้ทันกับการกลายพันธุ์ด้วย โดยความหวังตอนนี้อยู่ที่การเร่งมือฉีดวัคซีน เพราะจะให้ล็อกดาวน์พื้นที่เสี่ยงไปตลอดไม่ได้

ระยะความเสี่ยงของผู้ที่มีโอกาสติดโควิด สามารถแบ่งได้เป็น 1.คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยในระยะใกล้ มีการพูดคุยต่อเนื่องในระยะเวลา 15 นาที ในห้องแคบ ๆ ระยะรัศมี 1 เมตร อาจสวมใส่หน้ากากหรือไม่สวมใส่ บุคคลที่สัมผัสถือว่ามี ความเสี่ยงสูง ควรกักตัว 14 วัน และบวกเพิ่มไปอีก 5 วัน แล้วค่อยมาตรวจหาเชื้อโควิด เพราะที่ผ่านมาหลายคนพอรู้ว่าสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยแล้วมาตรวจทันที หลายคนยังไม่มีการแสดงอาการ เลยตรวจไม่พบเชื้อ แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ พอมีการแสดงอาการก็แพร่เชื้อให้กับคนอื่น 2.คนที่มาสัมผัสกับคนที่อยู่ในกลุ่มแรก แต่ไม่ได้สัมผัสกับผู้ป่วยจริง ๆ ซึ่งอาจจะไม่ติด หรือคนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เดินผ่านผู้ที่ติดเชื้อ โดยไม่ได้มีกิจกรรมร่วมกัน เช่นเดียวกับคนที่อาจทักทายผู้ติดเชื้อในระยะเวลาสั้น และทั้งคู่ต่างสวมใส่หน้ากากอนามัย มีระยะห่างประมาณ 1-2 เมตร ถือว่ามี ความเสี่ยงต่ำ

สำหรับคนที่ต้องกักตัวที่บ้านเพื่อรอดูอาการ ควรมีการป้องกันทำความสะอาดในจุดที่มักมีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบิดประตู อ่างล้างจาน ก๊อกน้ำ ฝักบัว ใช้เสร็จควรพ่นแอลกอฮอล์ แล้วเช็ดด้วยผ้าหรือกระดาษเปียก เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ผู้อื่นจะได้รับเชื้อ หรือหากบ้านไหนไม่สามารถแยกห้องน้ำ ที่ต้องใช้ร่วมกันได้ ควรมีการแบ่งเวลา และผู้ที่มีความเสี่ยงควรทำความสะอาดจุดต่าง ๆ ด้วยแอลกอฮอล์ “การใช้ชักโครก เมื่อทำธุระเสร็จควรปิดฝาก่อนกดชักโครก เพราะมีการวิจัยว่า เมื่อปัสสาวะแล้ว พอกดน้ำโดยไม่ปิดฝา อาจทำให้เชื้อที่ปนอยู่ในปัสสาวะมีการฟุ้งกระจายได้”

พญ.สมรรจน์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีคนไข้ที่มีผลว่าติดโควิดเยอะมาก แต่ช่วงวันแรก ๆ อาจจะไม่มีเตียงรองรับพอ หลายคนอาจต้องกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อรอฟังผลตรวจ ซึ่งยาที่สามารถทานได้คือ ยาลดไข้ และกินยาตามอาการ เช่น ยาแก้ไอ หรือลดน้ำมูกในคนที่มีอาการ แต่ที่สำคัญจะต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อย 3 ลิตร/วัน หรือจะทานวิตามินซีเพิ่มภูมิต้านทานด้วยก็ได้  จากการทำงานกับผู้ป่วยที่ได้รับผลในการระบาดรอบนี้ ในระยะวันที่ 4–5 ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดตัว ควรรีบโทรฯ มาแจ้งโรงพยาบาล ส่วนคนที่มีอาการหนักจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว หายใจติดขัด หายใจแล้วรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก มีอาการไอเยอะขึ้น ควรรีบมาโรงพยาบาล สำหรับการฉีดวัคซีน เมื่อฉีดเข็มแรกยี่ห้อไหน ควรฉีดเข็มที่สองยี่ห้อนั้น เพราะวัคซีนของผู้ผลิตที่ต่างบริษัทอาจมีแพลตฟอร์มการป้องกันเชื้อที่ต่างกัน ซึ่งการฉีดวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรค และป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์



แนวทางปฏิบัติหากหยุดอยู่กับบ้าน

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์ระบบโรคทางเดินหายใจโรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า การแพร่ระบาดโควิดในรอบใหม่ ค่อนข้างติดง่ายต่างจากสายพันธุ์ก่อน ๆ ที่ถ้ามีผู้ติดเชื้อทานข้าวอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทุกคนมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดโควิดทั้งหมด แต่อาการความรุนแรงไม่ต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ที่มีการแพร่ระบาดในประเทศ  แม้ตอนนี้หลายโรงพยาบาลเตียงจะเต็มจนไม่มีพื้นที่รองรับ แต่อยากให้คนที่ติดโควิดรอเพื่อไปรับการรักษาจากทางโรงพยาบาล จะได้ผลดีกว่ารักษากันเองที่บ้าน ในระหว่างที่รอจำเป็นต้องอยู่บ้าน ควรแยกห้องนอน และห้องน้ำของผู้ป่วยจากคนในบ้าน แต่ถ้าบ้านไหนไม่สามารถแยกห้องน้ำ ผู้ป่วยควรทำความสะอาดห้องน้ำหลังเข้าใช้ โดยใช้สบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำทุกครั้ง และควรเปิดประตูห้องน้ำให้มีอากาศถ่ายเทหลังใช้ประมาณ  2 ชั่วโมง ก่อนที่คนอื่นจะเข้าใช้ต่อ

ส่วนอาหารควรมีการจัดชุดแยกให้ผู้ป่วยนำเข้าไปทานในห้องพักเพียงคนเดียว หลังจากทานเสร็จคนที่ล้างภาชนะควรใส่ถุงมือ และนำภาชนะจุ่มล้างในน้ำร้อนก่อนที่จะใช้น้ำยาทำความสะอาดล้างตามปกติ สิ่งที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ที่สำคัญควรงดสูบบุหรี่ เพราะถ้ายิ่งสูบจะทำให้ระบบการทำงานของปอดแย่มากขึ้น เพราะจากการสังเกตอาการของผู้ป่วยในรอบนี้จะมีภาวการณ์อักเสบของปอดที่รุนแรง และมีไข้สูง

ขณะเดียวกันคนที่ไม่ติดเชื้อในช่วงนี้ควรทำงานที่บ้าน  หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ชุมชน แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ ควรมีการจัดโต๊ะในที่ทำงานใหม่ ให้มีระยะห่างระหว่างกันประมาณ 2 เมตร มีพาร์ทิชั่นกั้นระหว่างโต๊ะ ที่สำคัญควรเปิดหน้าต่างให้อากาศระบายก่อนและหลังการมาทำงานประมาณ 2 ชั่วโมงถ้ายิ่งมีแสงแดดสาดเข้ามาในห้องทำงานจะยิ่งดี

สิ่งสำคัญ คือ อยากฝากให้ทุกคนยังปฏิบัติตนเองอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ ที่สำคัญหากในบ้านมีคนกลุ่มเสี่ยงและเราออกไปทำงานข้างนอก ควรมีการป้องกัน เว้นระยะห่างจากคนเหล่านั้น เพราะบางครั้งเราไม่รู้ว่าได้รับเชื้อมาตอนไหน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น