อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

ความเร็วที่รอคอย 120กม./ชม. "ไปไม่สุดทาง"แต่ยังไม่หยุดแค่นี้!!

คิกออฟเเล้ว ความเร็วได้ 120 กม.ต่อชม. บนทางหลวงแผ่นดิน เมื่อวันที่ 1 เมษาฯที่ผ่านมา เเต่ว่าความเร็ว 120 กม.ต่อชม.มันเหมาะสมกับประเทศไทยจริงๆหรือ?? อังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 08.00 น.

1 เมษายน 2564  เป็นวันคิกออฟของการเริ่มต้นใช้ความเร็วได้ 120 กม.ต่อชม. บนทางหลวงแผ่นดิน  พิกัดหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) สายบางปะอิน-พยุหะคีรี (ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง)  ระหว่างกม.4+100-กม.50+000 ทั้งขาเข้าและขาออกรวมระยะทาง45.9 กม.

สานนโยบาย รมว.คมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ให้หน่วยงานในสังกัดไปปรับปรุงสภาพถนน เมื่อมารับตำแหน่งในเดือนก.ค. 2562 เพื่อรองรับอัตราการใช้ความเร็วของรถยนต์ส่วนบุคคล จากที่กฏหมายเดิมกำหนดให้ทางหลวงแผ่นดินใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กม.ต่อชม. ซึ่งถนนในประเทศไทยที่ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม.ต่อชม.คือทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก บางปะอิน-บางพลี) และมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-ชลบุรี ) ส่วนบนทางด่วนขับได้ไม่เกิน80กม.ต่อชม. สอดรับกับวิศวกรรมการออกแบบถนนกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจะลดความรุนแรงได้

อย่างไรก็ตามสภาพปัจจุบันพฤติกรรมการขับรถของคนไทยแต่ละถนน ไม่ได้ขับตามอัตราความเร็วตามที่กฏหมายกำหนดไว้ ส่วนมากใช้ความเร็วเกิน ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรม รวมถึงการบังคับใช้กฏหมายไม่เข้มข้น การจับปรับไม่ได้เชื่อมข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่มีผลต่อการชำระภาษีรถยนต์และต่อทะเบียนรถ รวมทั้งป้ายระบุการใช้ความเร็วของช่วงถนนไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเมื่อสืบสวนอุบัติเหตุ สาเหตุแรกของอุบัติเหตุบนทางหลวงคือการใช้ความเร็วเกิน



“ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรในปัจจุบันให้การเดินทางของประชาชนสะดวกรวดเร็ว มีความปลอดภัยสูง โดยเลนขวาสุดกำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน120กม.ต่อชม.แต่ห้ามต่ำกว่า100กม.ต่อชมเพื่อลดอุบัติเหตุจากการชนท้าย ซึ่งทั่วประเทศมีถนนขนาด 4ช่องขึ้นไปและมีเกาะกลางถนนของกรมทางหลวง(ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) รับผิดชอบ ประมาณ14,000 กมจะทยอยปรับปรุงสภาพกายภาพให้มีความปลอดภัยเพื่อรับความเร็ว120กม.ต่อชม.ต่อไป” รมว.คมนาคมบอกเล่ารูปแบบการขับรถได้ 120 กม.ต่อชม.บนทางหลวงแผ่นดิน

สำหรับถนนที่ใช้ความเร็ว 120 กม.ได้ต้องเป็นถนนที่ได้มาตรฐานตามที่กฏกระทรวงกำหนดคือมีช่องจราจรตั้งแต่ 4 ช่องขึ้นไป (ด้านละ 2 ช่อง) ไม่มีจุดกลับรถระดับพื้นราบ มีเกาะกลางถนนแบบกำแพงคอนกรีตกั้น (แบริเออร์) และมีความปลอดภัยทางวิศวกรรมสูง

สำหรับระยะ (เฟส)ที่ 2 ในการปรับปรุงสภาพทางกายภาพเพื่อให้เข้าองค์ประกอบของกฏกระทรวง นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง  ระบุว่า ได้จัดทำแผนประกาศใช้ความเร็วไม่เกิน120กม.ต่อชม.บนทางหลวงในเฟส 2 ภายในเดือนส.ค. 2564 อีก 14 สายทาง รวม 261.94 กม. ครอบคลุมเส้นทางทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคใต้ อาทิ  ทางหลวงหมายเลข 1(ถนนพหลโยธิน) ช่วงหางน้ำหนองแขม-บ้านหว้า-วังไผ่ ระยะทาง25.27 กม.



 ทางหลวงหมายเลข 2(ถนนมิตรภาพ) ช่วงบ่อทาง-มอจะบก ระยะทาง 14.8 กม. 3.ถนนเอเชียช่วงอ่างทอง-ไชโย-สิงห์ใต้-สิงห์เหนือ-โพนางดำออก 63 กม.  ทางหลวงหมายเลข35 (ถนนพระราม 2) ช่วงนาโคก-แพรกหนามแดง 24.6 กม.13.ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ช่วงเขาวัง-สระพระ 6.9 กม. และ ถนนเพชรเกษมช่วงเขาวัง-สระพระ 11.5 กม.

นอกจากนี้ยังมีเฟส อีก สายทาง รวม 1,761 กม.จะเริ่มปรับปรุงกายภาพตั้งแต่ ธ..2564  เมื่อรวมทั้ง เฟสภายในปี2564 สามารถใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อชม.รวมระยะทาง 2,155 กม.

ส่วนถนนในความรับผิดชอบกรมทางหลวงชนบท (ทช. ) อธิบดีทช.  ปฐม เฉลยวาเรศ ให้ข้อมูลว่า เส้นทางที่ จะรับความเร็ว120กม.ต่อชม. ในปี2564มี 6 เส้นทาง รวมระยะทาง 87 กม.ประกอบด้วย 1.ถนนราชพฤกษ์ 25.2 กม. 2.ถนนนครอินทร์ 12.4 กม. 3.ถนนชัยพฤกษ์ 11.1 กม. 4.แยกทางหลวงหมายเลข 7(กม.ที่80+600)-บ้านหนองกระเสริม 4.98 กม. 5.แยกทางหลวงหมายเลข 3 (กม.ที่192+772)-นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 7.47 กม. และ 6.ถนนโสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี 26.1กม.

ทั้งนี้การปรับปรุงสภาพทางกายภาพ รมว.ศักดิ์สยามให้ข้อมูลว่า จะขอใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน(กปถ.) เบื้องต้นประมาณ 800 ล้านบาท



อย่างไรก็ตามการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีแนวคิดปรับเปลี่ยนความเร็วเพื่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าวในการก่อสร้างทางด่วนสายใหม่ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กม.ต่อชม  เพราะความเร็วในการออกแบบ(Design Speed) ไม่ได้กำหนดไว้รองรับความเร็ว120 กม.ต่อชม.

...เมื่อมีข้อกำหนดให้เลนขวาของช่องทาง ช่องจราจรขับได้ 120 กม.ต่อชม.แล้ว ในข้อกฏหมายต้องปรับตาม ...

...ตระกูล สิริยะเสถียร ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจทางหลวง(บก.ทล.) กล่าวว่า  เรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนเรื่องการกำหนดความเร็วใหม่ ตำรวจทางหลวงอยู่ระหว่างจัดเตรียมแผนบังคับใช้กฎหมายเนื่องจากประกาศนี้มีข้อแตกต่างในการใช้ความเร็วแต่ละช่องทางโดยช่องซ้ายสุดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อชม. 2ช่องกลางไม่เกิน 100กม.ต่อชม.ช่องขวาสุดไม่เกิน 120 กม.ต่อชม.แต่ห้ามต่ำกว่า100กม.ต่อชม.
พ.ต.อ. ตระกูล บอกว่าตำรวจจะติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วรถ เบื้องต้นจึงผ่อนผันให้ก่อนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้เส้นทางได้ปรับตัว ส่วนวันจับปรับที่ชัดเจนจะประกาศต่อไป โดยออกใบสั่งถึงบ้านโทษปรับไม่เกิน1,000 บาท ซึ่งอัตราค่าปรับทั่วไปอยู่ที่ 500 บาท

“ สำหรับเส้นทางอื่นๆยังใช้กฎหมายเดิมห้ามใช้ความเร็วเกิน 90 กม.ต่อชมแต่ตำรวจทางหลวงผ่อนผันให้ไม่เกิน 110 กมอยู่แล้ว”ตำรวจทางหลวงย้ำ

ขณะที่ประเทศไทยกำลังตื่นเต้นกับการปรับเปลี่ยนการใช้ความเร็วใหม่ มุมหนึ่งจาก นิกร จำนง’ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย และส..บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาด้านความปลอดภัยทางถนนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ระบุว่า ได้ออกหนังสือแจ้งสมาชิกรัฐสภาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกทั้ง 22 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ขอให้ร่วมกันจัดกิจกรรมลดความเร็ว ในโอกาสสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนโลกครั้งที่ 6 ซึ่งจะร่วมกันเผยแพร่กิจกรรมร่วมกันทั่วโลก ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ โดยประเทศไทยกำลังหารือกัน เพื่อจัดกิจกรรมสนับสนุนงานดังกล่าว ร่วมกับเครือข่ายทั่วโลกด้วย



เพิ่งออกหนังสือไปยัง Legislators 22 ประเทศในเอเซียเปซิฟิก เรื่องให้ลดความเร็ว ในขณะที่ประเทศแม่ของประธาน เพิ่มความเร็วเป็น 120 กม./ชมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก

ด้านนายณัฐพงศ์ บุญตอบ นักวิจัยอาวุโสมูลนิธิไทยโรดส์ กล่าวว่า ผลวิจัยของประเทศออสเตรเลีย ระบุว่าการลดความเร็วเพียง 10% สามารถลดอัตราการตายเกือบครึ่งหนึ่ง แต่กลับกันหากเพิ่มความเร็วเท่ากันที่ 10% จะเพิ่มอัตราการตายถึง 50% เลยทีเดียว ดังนั้นหากเพิ่มความเร็วจาก 100 เป็น 120 กม./ชม. อาจทำให้อัตราการเสียชีวิตบนถนนไทย เพิ่มขึ้นถึง 100% แต่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการชนด้วย

นโยบายปรับเปลี่ยนความเร็วดำเนินแบบมีขั้นตอน หลังเปิดบริการจะมีการติดตามผล  นายศักดิ์สยามระบุว่า  ได้มอบหมายกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการศึกษาเพื่อประเมินผลทุกเดือนและรายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบทุก 3 เดือน

หลังจากนี้ต้องติดตามดูข้อมูลประเมินผลการใช้ความเร็ว 120 กม.ต่อชม.บนถนนที่ประกาศไปแล้วเหมาะสมกับประเทศไทยจริงๆหรือ??

---------------------------------
คอลัมน์ มุมคนเมือง
โดย ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่ง


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น