อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

บริหารจัดการคือฝีมือ ยิ่งช้าต้นทุนศก.ยิ่งเพิ่ม

ต่อให้รัฐบาลดูแลการฉีดวัคซีน ก็ยังไม่เพียงพอ ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาอื่นเข้ามาสนับสนุน หากทุกอย่าง “ล่าช้า” ต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น จันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 เวลา 08.00 น.


ใครจะเชื่อ? ว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยที่สวยงามของทุกคน!! ได้เดินทางมาถึงจุดที่...การระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ในระลอกที่ 3 กำลังลุกลามไปทั่ว
 
แถมผู้ติดเชื้อในแต่ละวันพุ่งตัวสูงไปอยู่ในเกณฑ์ หลักพันสี่ พันห้าร้อยคน ล่าสุดทะลุไปถึง 2,070 คน เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียชีวิตก็มียอดสะสมทะลุ 100 คนไปแล้ว แม้ว่ายอดผู้เสียชีวิตจะมาหนักหนาสาหัสเอาในช่วงเดือน เม.ย.นี้ก็ตาม
 
อาจเป็นเพราะการชะล่าใจของพี่น้องคนไทยด้วยกันเอง ที่ละทิ้ง “การ์ด” ที่ยกสูงกันมานานนับปีลงไป เพราะเชื่อว่าประเทศไทยจะ “เอาอยู่” กับเจ้าไวรัสร้าย
 


สุดท้าย!! ความสูญเสียก็บังเกิด ไม่ว่าจะเกิดกับระบบเศรษฐกิจ เกิดกับปากท้องคนไทย เกิดกับสุขภาพจิต สุขภาพร่างกาย หรือแม้กระทั่ง...เกิดกับ “ชีวิต”
 
ล่าสุด... ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ย้ำให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 ทุบเศรษฐกิจไทยเจ๊งไปแล้ววันละ 1 แสนล้านบาททีเดียว
 
ที่สำคัญ!! ยังทำให้ความต้องการใช้แรงงานลดลงไปด้วยอีกเดือนละ เกือบ 1.5 แสนคน นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลยัง “เอาไม่อยู่” อีก ก็จะได้เห็นแรงงานตกงานเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเช่นกัน
 
แม้เวลานี้คนไทยทั้งประเทศได้ฝากความหวังไว้กับ “วัคซีน” ที่เปรียบเสมือนเป็นอัศวินม้าขาว ที่เข้ามาช่วยประคับประคองประเทศไทยไม่ให้หัวทิ่มลงไปอีกก็ตาม
 
แต่การบริหารจัดการ การกระจายหรือแม้แต่กระทั่งการฉีดวัคซีน ก็ยิ่งสร้างความปั่นป่วนให้มากขึ้นไปอีก!! ด้วยการแพร่ระบาดรอบใหม่ ด้วยชนิดของไวรัสร้ายตัวใหม่ ที่มีอัตราการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
 
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทุกวันนี้ เสียงเรียกร้องของคนไทยจึง “ระงม” ไปทั่วประเทศ ทั้งในแง่ของผู้ป่วยทั้งในแง่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือแม้กระทั่งของบรรดาซีอีโอเอกชนทั้งหลาย
 


ณ เวลานี้ต่อให้รัฐบาลออกมาแอ่นอก เรื่องการกระจาย การฉีด “วัคซีน” เพราะหวังสร้างความเข้าใจให้กับคนไทย ถึงการทำงานที่แท้จริงของรัฐบาล หลังจากบรรดาซีอีโอเอกชนอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเทคแอ๊คชั่น ว่าพร้อมเข้าไปสนับสนุนรัฐบาลในทุกเรื่องที่ยังขาดอยู่ เพื่อขับเคลื่อนให้การกระจาย การฉีดวัคซีนเพื่อให้รวดเร็ว
 
เพราะอย่างน้อยถ้าจะเปิดประเทศรับต่างชาติในวันที่ 1 ก.ค.นี้ นั่นหมายความว่า!! คนไทยต้องได้รับวัคซีน 70% ของประชากรทั้งประเทศ หรืออย่างน้อย 100 ล้านโด๊ส
 
ต่อให้รัฐบาลโชว์ไทม์ไลน์ ของการนำเข้าวัคซีนจำนวนมากเท่าไหร่? แต่ถ้ากระบวนการฉีดยังไม่รวดเร็วทุกอย่างที่ทำก็ “ไลฟ์บอย” และถ้าผนวกบวกรวมเข้ากับข่าวคราวเรื่องผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเข้าอีก!!
 
เฮ้อ...ก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าประชาชนคนไทยตาดำ ๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรจะรู้สึกอย่างไร? ถ้าขนาดคนในประเทศยังไม่เชื่อมั่นแล้วในสายตาต่างชาติจะรู้สึกเช่นใด!! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด
 

ขณะเดียวกัน ต่อให้รัฐบาลดูแลการฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายทั้งหมด แต่การหวังพึ่งแต่วัคซีน ก็ยังไม่เพียงพอ ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาอื่นเข้ามาสนับสนุน หรือรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่งด้วย
 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการคนละครึ่งเฟสที่ 3 การกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การเพิ่มมูลค่าส่งออกให้มากขึ้น รวมไปถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
 


ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีข้อเสนอแนะว่าอย่างน้อยรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบให้ได้ราว ๆ  2 แสนล้านบาท เพื่อดันเศรษฐกิจให้ขยายตัว
 
เอาเป็นว่าเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะงัดมาตรการอะไรออกมากันบ้าง สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เรื่องของบัตรคนจน เรื่องของโครงการคนละครึ่ง เรื่องของดึงดูดให้นำเงินที่ไม่กล้าใช้จ่ายของบรรดาผู้มีอันจะกิน ออกมาหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ แบบชนิดร่วมด้วยช่วยกันเพื่อคนทั้งชาตินั่นแหละ

แต่ที่สำคัญที่สุด...ก็ต้องรอดูว่าหลังจากเอกชนกระแทกเรื่องการฉีดวัคซีนเข้ามาแล้ว ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการจะโชว์ฝีมือได้เพียงใด!!
 
เพราะอย่าลืมว่า...หากทุกอย่าง “ล่าช้า” ต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น!!

 
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น