อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

หนูน้อยสุดแกร่งสู้มะเร็งร้าย พ่อแม่ปวดใจขอเจ็บแทนลูก

"นักสู้ตัวน้อย" 5 ขวบ สุดแกร่ง!! สู้กับมะเร็งร้ายระยะสุดท้าย พ่อแม่ขอน้ำมันกัญชารักษา หลังเด็กไม่อาจทานทนกับเคมีบำบัดได้อีก หวังบรรเทาความเจ็บปวดให้ลูกพ้นทุกข์ทรมาน  อาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.30 น.


ไม่มีรักใดยิ่งใหญ่กว่ารักของพ่อแม่ ยากดีมีจนถึงแม้อดก็ขอเพียงให้ลูกได้อิ่ม หากเจ็บแทนได้ก็จะขอเจ็บแทน ยอมแลกแม้กระทั่งชีวิต จะทำทุกอย่างทุกทางเพื่อให้ลูกได้อยู่ดีมีสุข อย่างเรื่องของหนูน้อยวัย 5 ขวบ รายนี้ ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานสาหัส แทบไม่น่าเชื่อ.. ว่าเด็กอายุเพียงเท่านี้จะเป็น "นักสู้ตัวน้อย" ที่จิตใจเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา อดทนต่อความเจ็บปวดและการรักษาที่หนักหน่วง  

นายอารัญ และนางอำนวย บุญพาฤทธิ์ หรือ "พ่อดำ กับ แม่โด้ย" ทั้งสองคนอายุ 53 ปี อาชีพทำสวนยางและค้าขาย แต่งงานอยู่กินกันมาหลายปี มีพยานรักตัวน้อย 1 คน คือ เด็กหญิงวรณัน บุญพาฤทธิ์ หรือ "น้องน้ำขิง" วัย 5 ขวบ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 30/1 หมู่ 2 บ้านนาโหนด ต.บางดี อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ที่ผ่านมาครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุข น้องน้ำขิงเป็นเด็กน่ารัก ร่าเริงแจ่มใส พูดเก่ง เป็นดวงใจและความหวังของพ่อแม่ 



แต่แล้ววันหนึ่ง.. ได้เกิดสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนกับเด็กน้อย น้องน้ำขิง ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูกอ่อนที่บริเวณปากทวารหนัก เริ่มจากเมื่อช่วงเดือน ม.ค.63 น้องน้ำขิง เกิดอุบัติเหตุหลังขึ้นไปยืนบนขอบถังสีเพื่อให้อาหารแมวแล้วเกิดพลาดท่าตกลงมาทำให้หว่างขากระแทกกับขอบถังอย่างแรง หลังเกิดเหตุ 5 วัน น้องเริ่มมีอาการคันบริเวณปากทวารหนัก พ่อแม่จึงได้พาไปพบแพทย์ก็ได้รับยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบมารับประทานแต่ก็ไม่หายกลับมีอาการคันหนักขึ้น

"พ่อดำ กับ แม่โด้ย" ไม่นิ่งนอนใจพาลูกไปตรวจรักษาจนพบว่า น้องน้ำขิง ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกอ่อนที่ปากทวารหนัก ตั้งแต่นั้นมาน้องน้ำขิงก็ต้องเข้าออกโรงพยาบาลรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีทำเคมีบำบัด (คีโม) ฉายแสง หลังทำคีโมเด็กน้อยก็จะมีอาการข้างเคียงอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง คลื่นไส้อาเจียน เจ็บปากทานอะไรไม่ได้ และผมร่วง จะมีพ่อกับแม่คอยดูแลและให้กำลังใจลูกอยู่ไม่ห่าง 



"น้องน้ำขิง" จากเด็กน้อยนักเรียนอนุบาลวัยน่ารักไร้เดียงสา ชีวิตที่ได้เคยวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ต้องเปลี่ยนจากการไปโรงเรียน เป็นเข้าออกระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลแทน ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ใช้ชีวิตตามวัย และจากสภาพที่เปลี่ยนไปเพราะผลข้างเคียงของการรักษาทำให้เด็กน้อยผิวดำคล้ำ ผมร่วง แต่ถึงอย่างไรน้องน้ำขิงก็ไม่ท้อแท้เพราะมีพ่อแม่เป็นกำลังใจ จะทำกิจกรรมน่ารักๆ ถ่ายคลิปวิดีโอลงโซเซียลบ่อยๆ และมีคนแห่ให้กำลังใจจำนวนมาก ขณะที่ญาติพี่น้องก็คอยแวะมาเยี่ยมไม่ขาดสาย          

ผ่านไป 1 ปี เหมือนฟ้าผ่ากลางใจพ่อดำกับแม่โด้ย เมื่อน้องน้ำขิงอาการทรุดหนักลง แพทย์แจ้งผลเซลล์มะเร็งลุกลามไปยังไขสันหลัง มีเนื้องอกที่ศีรษะอาการหนักระยะสุดท้าย ไม่มีทางรักษาหาย!! ด้านหนูน้อยเองก็ไม่สามารถลุกนั่งหรือเดินได้ รักษาตัวอยู่ที่บ้านนอนติดเตียงตลอดเวลา หายใจติดขัด เหนื่อยและอ่อนแรงต้องให้ออกซิเจนช่วย



"นักสู้ตัวน้อย" กำลังใจดีแม้ในยามเจ็บป่วย พ่อแม่คอยกอดหอมกุมมือน้องน้ำขิง เด็กน้อยก็จะมีรอยยิ้มทำให้พ่อแม่มีแรงที่จะฮึดสู้และมีความหวังว่าลูกสาวจะต้องดีขึ้นสักวัน..       

ต่อมา นายเนติวิทย์ ขาวดี หรือ ปลัดปอง ประธานสภากัญชาแห่งประเทศไทยประจำ จ.ตรัง พร้อมด้วย นายแพทย์จำรัส สรพิพัฒน์ แพทย์ทางเลือก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างภักดีตรัง และพระสงฆ์ 1 รูป ได้เดินทางมาที่บ้านของน้องน้ำแข็งเพื่อมอบน้ำมันกัญชาให้ฟรี หลังจากที่พ่อดำกับแม่โด้ยติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสภากัญชาฯ จ.ตรัง เพราะคิดว่าจะเป็นทางที่ช่วยลูกให้ลดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานได้ 

ซึ่งหลังมีการส่งมอบน้ำมันกัญชา พระสงฆ์ได้ทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ให้น้องน้ำขิง และกรวดน้ำอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งทางครอบครัวและญาติเชื่อว่าน้ำมันกัญชาจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ควบคู่ไปกับยาของแพทย์แผนปัจจุบันและช่วยให้อาการดีขึ้นได้ 



"แม่โด้ย" กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า น้องน้ำขิงป่วยระยะสุดท้าย หมดหนทางในการรักษาแล้ว ไม่สามารถให้คีโมหรือฉายแสง และรักษาด้วยการใช้เคมีได้อีก เพราะน้องอายุน้อย หากจะรักษาต่อก็ต้องใช้ยาเคมีที่รุนแรงกว่าเดิม แพทย์จึงได้แต่นัดดูอาการเท่านั้น

“น้องมีอาการเจ็บปวดมาก เจ็บแบบบอกไม่ถูก เป็นอะไรที่ทรมาน แต่น้องเป็นคนที่อดทนมาก จะไม่กินยาระงับความเจ็บปวดหากไม่เจ็บมากจริงๆ ความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่เจ็บมากกว่าลูกอีก เมื่อเห็นเขาเจ็บปวด หากเจ็บแทนได้จะขอเจ็บแทนไปแล้ว ตนก็ขอสู้ต่อไปจนกว่าน้องจะหาย ทุกวันนี้ก็ยังมีความหวังอยู่ แต่คงไม่หวังอะไรมากไปกว่าความเป็นจริง แค่ขออย่าให้ลูกทรมานอย่างเดียว ถามว่าท้อไหม ก็ตอบได้เลยว่าไม่ท้อ หากท้อก็คงไม่รักษาน้องอยู่แบบนี้ อีกอย่างลูกเองก็ยังสู้ พ่อแม่จะอยู่เคียงข้างตลอดไป"



หากมีผู้ใจบุญหรือบุคคลที่ต้องการจะช่วยเหลือหรือแนะนำครอบครัวของ "น้องน้ำขิง" สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯ แม่โด้ย นางอำนวย บุญพาฤทธิ์ 08-0864-8157   

คอลัมน์ : นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
เรื่องและภาพโดย : ทรงวุฒิ นาคพล จ.ตรัง
แนะนำเรื่องราวชีวิตดั่งนิยาย หรือสอบถามได้ที่  banyen111dailynews@gmail.com
คลิกอ่านเรื่องราว "นิยายชีวิต" เพิ่มเติมได้ที่นี่..     



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น