อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

โควิด-ถ้าผลงานยังไม่ดี สื่อสารยังไงก็ไม่สำเร็จ

ถ้าผลงานมันห่วย ต่อให้สื่อสารสร้างภาพที่ดีเเค่ไหน มันก็ดูตอแหล.. พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.

ขณะที่เขียนบทความนี้สถานการณ์โควิด-19 ก็ยังสร้างความกลัวอย่างมาก โดยเฉพาะเที่ยวนี้ความกลัวเกิดในหมู่ชนชั้นกลางใน กทม. ที่ไม่ค่อยจะชอบการบริหารงานของรัฐบาลเท่าไรอยู่แล้ว และเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมากด้วย เราเลยเห็นการ โพสต์ด่า การทำงานของรัฐบาลเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าและไม่ชัดเจน บางคนว่า “ตอนนี้กูยังไม่รู้เลยว่าถ้าติดโควิดจะใช้สิทธิรักษาฟรีได้อย่างไร”

กระแสลบที่มีต่อรัฐบาลขณะนี้ ใครที่จะไปบอกให้ใจเย็นๆ ก็เหมือนพังเพยที่ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง” เพราะจะให้ใจเย็นมันก็ไม่ไหว คือมันไม่รู้แล้วว่า ใครติดบ้าง ใครจะเป็นพาหะบ้าง  แล้วการสื่อสารก็เรียกว่า “จังหวะนรก” บ่อย ๆ อย่างเช่น ประกาศที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 22 ตอนหนึ่งไประบุว่า “ประชาชนส่วนใหญ่มีความผ่อนคลายกับสถานการณ์ควบคุมโรคที่ดีขึ้น ไม่ค่อยระมัดระวังตัวเองในช่วงต้นของการระบาด”

เท่านี้ก็ระเบิดลงในเน็ตเอาง่ายๆ ว่า คนก็ระวังกันอยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งก็มาจาก รัฐจัดการวัคซีนช้า แถมเหมือนแทงม้าอยู่สองตัวคือ ซิโนแวคกับแอสตราเซเนกา แล้วก็ถูกตั้งแง่ว่า ไอ้ที่รอวัคซีนนี้เพราะจะ รอซื้อของนายทุนใหญ่บางเจ้าหรือเปล่า พอมีการประชุมหอการค้า ก็ปฏิเสธที่จะให้เอกชนจัดหาวัคซีนเองอีก บอกว่า รัฐบาลมีเพียงพอ และอีกเรื่องที่ด่ากันเยอะๆ คือเรื่อง “วัคซีนทิพย์” ให้ปรับวิถีชีวิตเพื่อป้องกันโควิดรอไปก่อน นี่พวกจังหวะนรกทั้งนั้น



สายเชียร์รัฐบาลหลังๆ ก็เงียบ อย่างมากก็ได้แต่บอกว่า “อย่าด่ารัฐบาลมาก ต้องให้เวลาเขาทำงาน” แล้วก็โทษว่า การสื่อสารของรัฐบาลไม่ค่อยดีเท่าที่ควร อย่างฉีดวัคซีนไปแล้วเท่าไร มีเรื่องเตียงไอซียูพอหรือไม่ อุปกรณ์ทางการแพทย์และบุคลากรมีความพร้อมเพียงใด  มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการถึงรากหญ้ายังไง ฯลฯ พวกนี้รัฐบาลพูดน้อยไปหน่อย ดังนั้นอยากให้รัฐบาลสื่อสารสร้างความเข้าใจให้มากๆ
 
แต่สายเอารัฐบาลไม่ลงแล้ว ก็บอกว่า การสื่อสารที่ดีได้ ก็ต้องมีผลงานที่ดีด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดข่าวคนตายคาบ้านซึ่งเป็นข่าวมา 3 กรณีแล้ว การฉีดวัคซีนก็กลับไปกลับมา ตอนแรกเห็นอหังการจัง แต่ก็ไปได้วัคซีนยี่ห้อที่คนไม่ค่อยอยากจะได้ ( ย้อนกลับไปข้างต้น จนเขานินทาเอาว่าจงใจจะซื้อแต่กับนายทุนบางเจ้าหรือไม่ ) จนพอ “ขับเคลื่อนด้วยการด่า” กันมากๆ เข้าถึงยอมที่จะออกข่าวว่าไปเจรจาเจ้าอื่นด้วย ( และก็ไม่รู้จะสำเร็จแค่ไหน )

ตอนนี้พูดกันแรงๆ แล้วว่า ถ้าผลงานมันห่วย สื่อสารสร้างภาพที่ดี สร้างภาพเชิญชวนให้รวมแรงรวมใจ มีความหวังผ่านสถานการณ์ไปให้ได้ มันก็ดูตอแหล แถมไม่พ้นสุดท้ายรัฐบาลโยนให้ประชาชนมาพึ่งตนเอง ทั้งที่ผู้กำหนดนโยบายระดับชาติคือรัฐบาล  แถมยังมีข่าวโยนกันไปโยนกันมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ออกมาโพสต์ทำนองว่า อำนาจทั้งหมดมันถูกรวบที่ ศบค. ที่นายกฯ คุม บางเรื่องสาธารณสุขเสนอไป ศบค.ก็ไม่รับ



ขณะนี้ เรื่องการฉีดวัคซีนนั้น ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และประชาชนที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน ลงทะเบียนเพื่อเตรียมรับการฉีดวัคซีน ที่  “Line Official Account หมอพร้อม”  ตั้งแต่การเลือกวัน เวลา และโรงพยาบาล รวมทั้งการติดตามผลภายหลังการเข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งเข็ม 1 และเข็ม 2

โดยจะเปิดให้ประชาชนกลุ่มนี้ที่มีประมาณ 16 ล้านคน ประกอบด้วยกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 11.7 ล้าน และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 โรคอีก 4.3 ล้านคน ได้เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป  โดยจะเป็นการฉีดวัคซีนตามแผนระยะที่ 2 ในช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค.และจะเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนตามแผนระยะที่ 3 ตั้งแต่เดือน ส.ค.เป็นต้นไปสำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี จำนวน 31 ล้านคน 

รัฐบาลจัดเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีน ด้วยความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่มีอยู่กว่า 1,100 แห่ง สามารถฉีดวัคซีนได้มากกว่า 5 แสนเข็มต่อวัน หรืออย่างน้อย 10 ล้านเข็มต่อเดือน และรวมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และสถานที่ที่ภาคเอกชนให้ความร่วมมือเสริมเพิ่มเติม รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้กับ คนไทย 50 ล้านคน ได้ภายสิ้นปี 2564 นี้



นอกจากเรื่องวัคซีน ได้คุยกับหมอบางรายมา เขาก็เป็นห่วงเรื่องยา ที่สำคัญคือ มันต้องเริ่มจากตรวจเชิงรุกและรับยาเร็วก่อนที่มันจะลงปอด และจะรักษาหายไว อย่างนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ก็รู้เร็ว รับยาเร็ว ไม่กี่วันก็ปร๋อกลับมาทำงานได้ ประชาชนเขาก็ต้องการสวัสดิภาพ สวัสดิการระดับนั้นเช่นกัน แล้วรัฐบาลสามารถจัดการได้หรือไม่? อัตราการป่วย การตายของเราถ้ามองโลกสวยสุดขีดก็ยังไม่เท่าประเทศอื่นช่วงพีคๆ แต่ใครจะอยากเจอแจ๊กพอตติด?

ข้อมูลที่หมอฝากมาคือ ปัจจุบันมียาหลากหลายชนิดที่ลดการเจ็บป่วย ลดการเสียชีวิตได้ แต่เราต้องมีสต๊อก คือ  1.flavipiravir เป็นยาฆ่าเชื้อไวรัสแบบกิน แต่การเบิกยาต้องใช้แบบฟอร์มและมีข้อกำหนดว่าต้องมีหลักฐานว่าติดเชื้อโควิดจากแล็บ หลายโรงพยาบาลไม่มีแล็บ ในโรงพยาบาลต้องส่งแลบไปข้างนอก ใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะทราบผล ทำให้คนไข้ที่อาการหนักและมาช้าได้รับยาล่าช้า และเสียชีวิต ซึ่งยาตัวนี้รัฐบาลได้สั่งมาเพิ่มแล้ว  

2.ยา remdesivir เป็นยาฆ่าไวรัสแบบฉีด ซึ่งข่าวว่าขณะนี้เหลือน้อย มีแค่โรงพยาบาลไม่กี่แห่ง เหมาะกับผู้ป่วยที่กินไม่ได้ หรือมีภาวะช็อก หรือภาวะที่ร่างกายดูดซึมสารอาหาร/ยาไม่ดี 3.ยา tocilizumab ยาต้านการอักเสบของปอด ยานี้ก็มีข่าวว่าค่อนข้างขาดแคลน  4.ยา Baricitinib เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พบว่าสามารถลดการอักเสบของปอดได้ ผ่านการยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มาทำร้ายปอด โดยการให้คู่กับยาฆ่าเชื้อไวรัส remdesivir



5.ยา steroid เช่น prednisolone, dexamethasone, pulse methylprednisolone เป็นยากดภูมิคุ้มกัน ไว้รักษาการอักเสบของปอดได้ เนื่องจากเป็นยาราคาถูกและเป็นยาที่รักษาหลายโรค จึงมีเพียงพอเกือบทุกโรงพยาบาล 6.ยา monoclonal antibody ได้แก่ elly (bamlanivimab/etesivimab) ยา regeneron (Carisivimab/Imdevimab) ซึ่งข่าวว่าเป็นยา โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีอเมริกาใช้ทันทีเมื่อติดโควิด เป็นยาภูมิคุ้มกันสังเคราะห์ที่ไว้ฉีดป้องกันไวรัสลงปอด แต่ต้องถามว่า จดทะเบียน อย.หรือยัง

ย้อนกลับไปที่ว่า ตอนนี้ติดกระจายเป็นหลักพันต่อวัน ถ้าวัคซีนมันลำบากมากกว่าจะได้ฉีด ก็ขอรู้เร็วรักษาเร็ว ต้องเพิ่มจุดตรวจคัดกรอง และให้มีข่าวออกมาว่า มั่นใจได้เลยว่า ถ้าพบคนติดเชื้อจะส่งเข้ารักษาทันที นี่คือข่าวเชิงบวกที่รัฐบาลพอจะทำได้ในเวลานี้ ลองมีข่าวเสียชีวิตคาบ้านอีกมันก็ยิ่งสร้างความกลัว ข่าวร้ายไปเร็วกว่าข่าวดีเสมอ แต่ย้ำว่า ถ้าการบริหารจัดการไม่ดี สื่อสารจังหวะนรก ก็ไม่สามารถช่วยรัฐบาลได้

เฉพาะหน้าตอนนี้คือควบคุมโรคให้ได้ แล้วก็ต้องไม่ลืมเรื่องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบปิดเมืองอีก.
 
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

ความคิดเห็น