อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

แรงงานนั่งนับวันตกงาน รอรัฐบาลคุมไวรัสอยู่หมัด

พิษของไวรัสร้ายนี้หนักหนาสาหัสรอบนี้ไม่ได้ทำลายแค่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทำลายชีวิตได้เพียงไม่กี่วันอยู่ที่จะเลือกช่วยชีวิตหรือเลือกช่วยเศรษฐกิจ จันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.


ผ่านไปแล้ว 2วัน กับการยกระดับมาตรการใน 6 พื้นที่สีแดงเข้มเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ทั้งกรุงเทพมหานคร ชลบุรีนนทบุรี เชียงใหม่ ปทุมธานี และสมุทรปราการ
โดยหวังว่าในช่วง 14 วันนี้ หากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สีแดงเข้ม ร่วมไม้ร่วมมือกันจะทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายในระลอกที่ 3 นี้ลดน้อยถอยลงไปกันได้บ้าง

อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า พิษของไวรัสร้ายนี้หนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะรอบนี้ไม่ได้ทำลายแค่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทำลายชีวิตได้เพียงไม่กี่วันอีกด้วย
ต่อให้คนที่ต้องเสียชีวิต เพราะมีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ตาม แต่การที่มีคนเสียชีวิตทุกวัน ก็ทำให้ความ “หวาดระแวง” เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง
 


จะเลือกช่วยชีวิต!! หรือเลือกช่วยเศรษฐกิจ !! หลายคนส่งเสียงต่างกัน ตามความคิดของแต่ละฝ่าย แต่ที่ส่งเสียงเหมือนกันคงหนีไม่พ้นเรื่องของการเร่งฉีดวัคซีน ที่รัฐบาลต้องเร่งฉีดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยการที่ผลของการระบาดในรอบนี้...ค่อนข้างหนักในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเศรษฐกิจ ต่อให้ไม่ได้ล็อกดาวน์ ปิดเมือง ไปเลยก็ตาม แต่!! หลายธุรกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารใน 6พื้นที่สีแดงเข้มที่ต้องขาดรายได้ไปรวมประมาณ 14,000 ล้านบาท
 
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้ออกมาประเมิน ไว้เบื้องต้นว่า รายได้ของธุรกิจร้านอาหารในปี 64 จะเหลือเพียงแค่ 3.82-3.94 แสนล้านบาทเท่านั้น  จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ว่าจะมีรายได้ประมาณ 4.1 แสนล้านบาท
 
ไม่ใช่เพียงแค่นี้!! อย่าลืมว่าในแต่ละธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ยังส่งผลต่อไปถึงบรรดา “แรงงาน” ที่มีความเสี่ยงต่อการถูก “เลิกจ้าง” ไม่น้อยทีเดียว !!
 


ขนาด “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังเอ่ยปากว่า สิ่งที่ห่วงมากที่สุดในเวลานี้คือรายได้ประชาชนไม่เพียงพอ ขณะที่เด็กจบใหม่ออกมาแล้วจะทำอะไร การจ้างงานจะมาจากไหน ที่สำคัญภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ประชาชนก็มีรายได้ลดลงจากชั่วดมงการทำงานลดลง หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มเสมือนว่างงานเพิ่มมากขึ้น
 
อย่างไรก็ตามแม้เปิดเผยตัวเลขการว่างงานกันออกมาจากกระทรวงแรงงาน ที่ยืนยันชัดเจนว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี จะมีจำนวนผู้ตกงานที่แท้จริงเพียงแค่ 3.78 แสนคนเท่านั้น
 
ที่น่าสนใจยิ่งกว่า มีการเปิดข้อมูลสำทับกันมาด้วยว่ามีหลายธุรกิจที่มีแนวโน้มสูงมากที่จะเลิกจ้างสูงสุด ก็อย่างที่รู้ ๆ กันดี คงหนีไม่พ้นเรื่องของโรงแรม หรือที่พักแรม  ที่ในปี 63 ได้ถูกเลิกจ้างไป 37.14% ขณะที่เวลานี้ 80% ของสมาชิกสมาคมโรงแรมไทย ได้หยุดให้บริการไปจนถึงเดือนต.ค.โน่นแล้ว
 
เช่นเดียวกับกิจการประเภทที่เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม จากพิษของโควิดในปีที่ผ่านมา ได้ถูกเลิกจ้างไป 15.16% ส่วนในระลอกนี้ ร้านอาหารจะมีรายได้หายไปวันละ 1,400 ล้านบาท ก็ลองคิดดูว่า ถ้าทุกอย่างไม่ดีขึ้น แล้วแรงงานในร้านอาหารจะอยู่อย่างไร
 
ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว ที่ต้องยอมรับว่าอาการหนักมาก จากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย ก็ถูกเลิกจ้างไปประมาณ 44.26%
 


อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในการระบาดรอบนี้ อาจมีคนที่สุ่มเสี่ยงต้องออกจากงานมากถึง 1.48 แสนคน กันทีเดียว!!!
 
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ!! เพราะหากทุกคนรับรู้รับทราบ ก็คงได้ยินเสียงเรียกร้องจากบรรดาผู้ประกอบธุรกิจมากมาย ว่าไปไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่ธุรกิจกำลังเริ่มผงกหัวกันขึ้นมาได้บ้าง
 
แต่พอถูกการระบาดรอบใหม่เข้ามาซ้ำเติม ก็ทำให้หลายธุรกิจต้องพังพาบไปไม่น้อยทีเดียว แม้ว่าเสียงเรียกร้องหนนี้จะไม่ดังเท่ากับ หนแรกก็ตาม เพราะในเวลานี้เรื่องของการสูญเสียชีวิต ดูจะกลายเป็นประเด็น ที่คนไทยคำนึงถึงกันมากกว่า
 
หนทางในทุกวันนี้ คือการรอความหวังจากการเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันทุกฝ่ายยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินเข้าระบบโดยผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้า
 
แต่ทั้งหมด!! ก็ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะบริหารจัดการได้ดีงามเพียงใด? ถ้าบริหารเสี่ยง จัดการผิด ก็ส่งผลต่อเก้าอี้รัฐบาลนั่นแหล่ะ
 

 
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

ความคิดเห็น