อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

สำรวจสิทธิความหลากหลายทางเพศในเดือนไพรด์

เดือนไพรด์ เดือนแห่งการแสดงออกซึ่งการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย เป็นกระแสไปทั่วโลก เเม้ในประเทศไทยจะเริ่มมีการผลักดันบ้างเเล้ว เเต่สิทธิที่สำคัญของคนกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้ถูกรับรองเสียที! พฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน 2564 เวลา 08.00 น.

สำหรับเดือนมิถุนายน “วาระสากล” อันหนึ่งคือเป็นเดือนแห่ง การแสดงออกซึ่งการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย ยอมรับในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน อัตลักษณ์ไม่ว่าสีผิว เชื้อชาติ ตัวตนทางเพศ ความเชื่อทางศาสนา ความพิการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอามาแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติ เป็นกระแสของเสรีนิยมที่มีการเคลื่อนไหวในหลายประเทศทั่วโลก แต่หลายประเทศที่เคร่งศาสนาเขาก็ยังไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศนัก
               
สาเหตุที่เป็นเดือนมิถุนายน ก็เพื่อเป็น การรำลึกเหตุการณ์ที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมกลุ่มหลากหลายทางเพศในผับสโตนวอลล์ ที่นิวยอร์ก จนเกิดการจลาจลที่กลุ่มหลากหลายทางเพศไม่ต้องการเงียบหรือซ่อนเร้นตัวตนให้ต้องถูกรังเกียจหรือถูกเลือกปฏิบัติอีกต่อไป การจลาจลเกิดขึ้นในช่วงหัวรุ่งของวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1969 และอีกไม่กี่ปีต่อมาก็มีการเดินพาเหรดหรือเรียกว่า งาน pride ระลึกเหตุการณ์นั้น และแสดงความภูมิใจในอัตลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ
               
กระแสเริ่มครั้งแรกที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะกลายเป็นกิจกรรมที่ทำกันในหลายประเทศทั่วโลก ในเอเชีย การเดินงานไพรด์ที่ขึ้นชื่ออยู่ที่ ไต้หวัน ซึ่งเป็นชาติแรกในเอเชียที่อนุญาตให้มีการสมรสเพศเดียวกันได้ จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ( LGBT ) ที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญของเขา ให้ตีความกฎหมายสมรสว่าไม่มีความเท่าเทียม นอกจากไต้หวัน ประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เดินงานไพรด์ก็เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์


               
งานไพรด์ไม่ได้มีแค่สีสันที่กลุ่มหลากหลายทางเพศ จะแต่งตัวตามรสนิยมทางเพศ เช่นแต่งเป็น แดรกควีน (อารมณ์ประมาณนางโชว์บ้านเรา) หรือแต่งชุดหนังมาร่วมเดิน แต่หัวใจหลักของงานไพรด์คือ การเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชั้นกฎหมายและนโยบาย ที่กลุ่ม LGBT ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม เช่น เรื่องการสมรส เรื่องการรับบุตรบุญธรรม เรื่องการจ้างงาน เรื่องการใช้คำนำหน้านามตามเพศสภาพที่เป็นตัวตนของเขา
               
เมื่อเป็นกระแสสากล สิ่งที่ตามมาคือเรื่องการค้าและการบริโภค สินค้าและบริการหลายรายการก็ออกรุ่น limited edition เป็นธงหกสี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBT มาขายในช่วงนี้ ในเมืองไทยเท่าที่เห็นชัดเจนที่เขาโปรโมตคือของกลุ่มแสนสิริ ที่ประกาศโครงการอย่าง คู่รัก LGBT กู้ร่วมซื้อบ้านได้ หรือร่วมแสดงสัญลักษณ์สนับสนุน LGBT ซึ่งเขาแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ทำเป็นเพียงแค่กระแส แต่แคร์กับกลุ่ม LGBT เพราะมีการเตรียมงานเป็นปี
               
แต่พวก LGBT สายเสรีนิยมจ๋าหลายคนก็ต่อต้านเรื่องสินค้าและบริการที่ออกรุ่น limited edition สำหรับเดือนไพรด์ เพราะมองว่า “เป็นการมอง LGBT แค่มิติผู้บริโภคเกินไป มันฉาบฉวย” เพราะถ้าสนใจเรื่องเอาแต่หวังขายสินค้าและบริการ แล้วเมื่อไรสิทธิที่ขาดหายไป ไม่ได้การรับรองจะได้รับเสียที มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยถกกันเพื่อนนำไปถึงเป้าหมายมีนโยบายที่เท่าเทียม ไม่ใช่แค่แบบว่า..อ่ะ เดือน มิ.ย.เดือนของ LGBT เหรอ เราก็เล่นกระแสให้ด้วย จากนั้นก็เงียบ


               
ดังนั้น การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขกฎระเบียบในภาครัฐ ก็มีกลุ่ม LGBT ไทยบางกลุ่มทำกันอย่างต่อเนื่อง ที่เคยผลักดันสำเร็จมาแล้วก็คือการที่ กลุ่ม LGBT ยื่นศาลปกครองให้แก้ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร ที่ถ้าเป็นกลุ่มข้ามเพศ เดิมจะโดนเขียนว่า เป็นพวกจิตวิปริต ซึ่งเป็นการด้อยค่าและการตีตรา LGBT เป็นคำว่า “เพศสภาพไม่ตรงเพศกำเนิด” และขณะนี้ก็ยังมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ปพพ.1448 ว่าด้วยการสมรส ที่กำหนดให้ชายหญิงสมรสกัน ว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่
               
ทำนองว่า ถ้าเป็นการเลือกปฏิบัติก็จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 “บุคคลย่อมต้องเสมอกันในทางกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพที่จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน” ขณะที่ภาคประชาชนเคลื่อนไหวยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ (เคยตกไปรอบหนึ่ง แต่มีการยื่นตีความใหม่) ทางฝ่ายพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าอย่างก้าวไกล ก็ยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนของการสมรส เข้าสภาอีกทาง
               
ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ข่าวว่า ได้รับการต่อคิวเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และยาวเป็นหางว่าวเพราะถ้าแก้แค่ ปพพ.1448 ที่ให้ชายหญิงสมรสกัน เป็น “บุคคลสมรสกัน” ต้องไปเปลี่ยนถ้อยคำในมาตราอื่นที่มีการแบ่งเพศชายหญิง แบ่งหน้าที่สามีภรรยา แบ่งหน้าที่บิดามารดาอีกด้วย ส่วนของรัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเนื้อหายังไม่ครอบคลุมเท่าร่างของก้าวไกล โดยเฉพาะการรับสิทธิประโยชน์ทางราชการของคู่สมรส เพราะเป็นกฎหมายการเงินที่แก้ยาก ร่างของรัฐบาลผ่าน ครม.แล้วแต่ถูกตีกลับไปทบทวนใหม่ให้เสร็จ ต.ค.นี้


               
นอกจากกฎหมายสมรสเพศเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็กำลังยกร่าง พ.ร.บ.เพศสภาพ เพื่อรับรองการใช้สิทธิตามเพศใหม่ของกลุ่มข้ามเพศ เช่น การใช้คำนำหน้านามใหม่ การเข้าโรงพยาบาลจะได้รับการรักษาในวอร์ดของเพศใหม่ ที่ต้องพิจารณาคือ จำเป็นต้องมีการแปลงเพศหรือไม่ และหน่วยงานไหนมีสิทธิเปิดเผยข้อมูลเพศเดิมได้ตามความจำเป็นบางอย่าง เช่น ทะเบียนประวัติอาชญากรรม
               
ในส่วนของพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศที่ชัดเจนก็คือพรรคก้าวไกลกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (สทพ.) เอง และเป็นผู้วางนโยบายด้านนี้ตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ที่ขณะนี้ครบกำหนดใช้มา 6 ปี ก็กำลังมีการรีวิวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยมากขึ้น ช่วยเหลือผู้ถูกเลือกปฏิบัติได้เร็วขึ้น
               
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับความเท่าเทียมในกลุ่ม LGBT เท่านั้น แต่มันต้องรวมถึง เรื่องสิทธิของหญิงและชายด้วย การป้องกันการล่วงละเมิด หรือการกระทำอันตรายทางเพศ ก็เป็นสิ่งที่นายจุรินทร์ให้ความสำคัญ โดยในการประชุม สทพ. นายจุรินทร์ได้มีคำสั่งให้ศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายเวลาการแจ้งความเกี่ยวกับคดีความผิดทางเพศ จาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ให้ผู้เสียหายมีเวลาคิดมากขึ้นที่จะตัดสินใจดำเนินคดี



สิ่งที่สังคมไทยกำลังตื่นตัวมากขึ้นในขณะนี้ คือเรื่อง การล่วงละเมิดทางเพศมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แบบหมาหยอกไก่ บางครั้งคำพูดที่ล่วงละเมิดก็สร้างความไม่สบายใจให้ผู้ถูกล่วงละเมิด หรืออาจนำไปสู่อันตรายอื่นๆ ได้ ต้องอยู่อย่างให้เกียรติและเคารพกันระหว่างเพศ อย่างกรณีล่าสุดที่ว่าที่ นิสิตนิติศาสตร์ จุฬาฯ เกิดมีไลน์หลุดกระหึ่มทวิตเตอร์ เป็นข้อความในเชิงคุกคามทางเพศนิสิตหญิงคณะอื่น คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ รีบออกแถลงการณ์จะดำเนินการทันที
               
และสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการป้องกัน การล่วงละเมิดทางเพศในค่ายทหาร ซึ่งองค์กรนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้) ได้ทำรายงานสรุปว่า มีพฤติกรรมที่ผู้บังคับบัญชาทหารเกณฑ์กระทำไม่เหมาะสม เป็นการล่วงละเมิดทางเพศหรือทำให้ทหารเกณฑ์ใหม่ได้รับความอับอาย เรื่องนี้ก็ต้องให้ความสำคัญแก้ไข อย่าพูดว่า “แมนๆ เขาไม่ถือกันหรอก” พราะการล่วงละเมิดคือการทำลายศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์รูปแบบหนึ่ง
               
ในอนาคต มิติทางเพศที่ทั้งกลุ่ม cisgender คือเพศวิถีตรงกับเพศกำเนิดหัวก้าวหน้า และกลุ่มหลากหลายทางเพศ ต้องการ คือ การส่งเสริมบทบาทให้กลุ่มหลากหลายทางเพศเข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายมากขึ้น ง่าย ๆ คือ “พวกเขาอยู่ในปัญหาจริงๆ เขาจะเข้าใจและเสนอนโยบายได้ตรงจุด” ก็หวังจะเห็นการเปิดกว้างของพรรคการเมืองในการมีทีมงานหรือ ส.ส. ที่เป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรืออัตลักษณ์อื่นๆ ก็ควรมีบทบาทในสภาฯ ได้เช่นกันเพื่อความเท่าเทียม
               
ก็ได้แต่หวังว่า ในการเลือกตั้งคราวหน้า เราจะเห็นมิติของความหลากหลายมากขึ้น แต่ละพรรคให้ความสำคัญ.
 
.........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 125