อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

เมื่อสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ก็ลาออกไป!

บางคนเขาว่าเปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ดี เเต่ถ้าม้าศึกเป็นเเบบนี้ก็เปลี่ยนเถอะจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน พฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2564 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. ด่วน ภายหลังประชุม ก็มีข่าวว่า ประชาชนไม่ค่อยพอใจอวัจนภาษา ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไปพอสมควร ที่แถลงข่าวแบบท่าทีเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งที่ทุกวันนี้โควิดติดกันวันนึงเกือบสี่พันคนเข้าไปแล้ว ห้องไอซียูก็ไม่พอ ปัญหาเรื่องวัคซีนก็ล่าช้า เลื่อนแล้วเลื่อนอีก แถมซิโนแวคที่เป็นวัคซีนหลัก ก็ไม่ใช่วัคซีนที่มีภาพลักษณ์ดีนั

ปรากฏว่า ไอ้ความไม่พอใจยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก เมื่อมีการ “ลักหลับ” ประกาศราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ควบคุมพิเศษ ให้มีการซีลแคมป์คนงาน 30 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ (ดังที่เราเคยทราบว่า แคมป์คนงานก่อสร้างเป็นคลัสเตอร์ในหลายจุด) แต่ปัญหาตั้งแต่เรื่องแคมป์ คือมีการแถลงข่าววันที่ 25 มิ.ย. แค่นั้นแหละ คนงานที่ไม่ได้ทำงานก็ทยอยออกจากแคมป์ไปหาอะไรทำที่บ้านนอกดีกว่า

กว่าทหารจะเข้าไปประจำจุดแคมป์คนงานวันที่ 26-27 มิ.ย. ก็สายไปแล้วหรือเปล่า ..แบบบอกลุงตู่ว่าเขาออกกันไปแล้วล่ะลุง...ข่าวจาก ตม.กาบเชิง ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ รายงานมาว่า นายจ้างเอาแรงงานกัมพูชาไปปล่อยไว้หลายจุดข้างทาง ..แบบว่าให้ไปตายเอาดาบหน้าเอง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่จาก ตม.ต้องขอความร่วมมือให้นายจ้างพามาส่งที่ ตม.เพื่อผ่านมาตรการตรวจคัดกรอง นัยว่า ไม่ให้กัมพูชามาชี้หน้าด่าเอาอีกว่า แรงงานติดโควิดจากไทยไปแพร่บ้านเขา



ส่วนที่กระจายออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ก็มี แล้วถามว่าสกัดกันทันหรือไม่ ที่เขากลัวคือการเอา สายพันธุ์เดลตา หรือสายพันธุ์อินเดีย ที่แพร่ง่ายไปแพร่ต่อในต่างจังหวัด ซึ่งการแพทย์อะไรก็ไม่ได้พร้อมเท่า กทม. (ขนาด กทม.มีความพร้อมเยอะที่สุดแล้วตอนนี้ยังเอาไม่ค่อยจะอยู่ จนโรงพยาบาลบางแห่งจะไม่รับตรวจโควิดแล้วเพราะไม่มีเตียงให้) คือ ปัญหาการปล่อยแรงงานออกนอกแคมป์ นี่เห็นว่า รัฐบาล “คิดช้า” ไปหน่อย น่าจะทำตั้งแต่รู้ว่าระบาดในแคมป์คนงาน

ทีนี้ ปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ “เรื่องที่สำคัญดันไม่แถลงตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.” นั่นคือการสั่งประกาศ ห้ามร้านอาหารเปิดให้นั่งรับประทานในร้านอีกครั้งหนึ่ง ให้ทำส่งขายหรือให้คนมาซื้อหน้าร้านอย่างเดียว เปิดดูเฟซบุ๊กเห็นผู้ประกอบการหลายคนก่นด่าโคตรเหง้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังมาก เพราะไป “ลักหลับ” ออกราชกิจจาฯ เอากลางดึก แล้วใครมันจะเตรียมตัวทัน เปิดร้านได้สองอาทิตย์โดนปิดอีกแล้ว รู้ตัวก่อนล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง

แล้วของสดของแห้งอะไรนี่เขาซื้อมาเตรียมกันแล้วจะทำยังไง? ให้ ส.ส.รัฐบาลไปเหมาซื้อแบบปรุงสำเร็จมาแจกประชาชนไหมล่ะ? แล้วร้านอาหารบางประเภท เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น สต๊อกวัตถุดิบเขาแพงมากและมันต้องรับประทานในร้าน (อย่างปลาดิบนี่สั่งกลับบ้านคือรสชาติไม่ได้แถมเสี่ยงติดเชื้อ) หรือร้านบุฟเฟ่ต์พวกยากินิคุ (ปิ้งย่าง) พวก ร้านชาบู ที่ใช้เนื้อเกรดดีบุฟเฟ่ต์หัวนึงแพงๆ สั่งเนื้อมา ให้เขาระบายออกยังไงถ้าไม่ขายหน้าร้าน?



คือ การทำอะไรฉุกละหุกแบบนี้มันทำให้คนเตรียมตัวกันไม่ทัน มันประจานความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารสถานการณ์เข้าไปอีก จนเห็นมีความเห็นหนึ่งเหน็บแนมมา อ่านแล้วก็ได้แต่ขำขื่นไปด้วยว่“นี่เหรอคนที่จะทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กะอีแค่บริหารประเทศหลังประกาศยุทธศาสตร์เปิดประเทศใน 120 วันก็ยังทำไม่รอด” อันนี้มีความเห็นอย่างไรแล้วแต่แต่ละท่านพิจารณาดูเอาเองล่ะกัน 

แล้วทีนี้รัฐบาลควรทำอย่างไร? ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ จากการฟังๆ หลายๆ เสียงมา เขาบอกว่า เขาไม่มีความมั่นใจในวัคซีนตัวหลักของรัฐบาล คือ ซิโนแวค ซึ่งเป็นวัคซีนที่ผลิตจากนวัตกรรมเชื้อตาย และก็มีข่าวประเทศที่ใช้ซิโนแวคแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค อย่างชิลี อินโดนีเซีย ดังนั้น ก็อยากให้รัฐบาลถ่างตาดูตัวอย่างในต่างประเทศ ถ่างหูรับฟังประชาชนบ้างว่เขาไม่มั่นใจในวัคซีนตัวนี้

เลิกเสียทีวาทกรรมประโลมโลกประเภท วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่เรามี วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่เข้าร่างเราเร็วที่สุด ใช้สามัญสำนึกก็เข้าใจได้ว่า “วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่อารยประเทศเขายอมรับว่าดีที่สุด” เห็นหมอบางคนออกมาอ้อมๆ แอ้มๆ พูดแล้วว่า ถ้าจะกระตุ้นภูมิน่าจะต้องฉีดซิโนแวคสามเข็ม คนก็ถามว่า ซิโนแวคมันก็ไม่ใช่ถูกๆ แล้วทำไมไม่เอาไฟเซอร์มาแต่แรก เรื่องไฟเซอร์นี่ก็ต้องให้เรียกร้องกันหนัก ๆ ถึงจะนำเข้า แต่ก็เห็นว่าอีกหลายเดือน



แล้วก็มีปัญหาอ้างกันอีกว่า เราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตวัคซีน ไปเร่งของไม่ได้ สายขี้สงสัยเขาก็งงว่ ทำไมซิโนฟาร์มเร่งรัดได้? เห็นเริ่มฉีดกันไปแล้วด้วย หรือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ผลิตไฟเซอร์มันแย่ขนาดที่เราต่อรองอะไรไม่ได้เลย เขาก็ย้อนไปตั้งแต่ตอนสั่งซื้อวัคซีนว่า แล้วทำไมตอนนั้นไม่คิดถึงความเสี่ยง ไปแทงม้าแค่วัคซีนตัวเดียวหรือสองตัว แล้วพอมาวันนี้ จะป้องกันเชื้อสายพันธุ์เดลตาหรือเบตา (แอฟริกาใต้) ได้หรือไม่

อันดับต่อมาที่เขาอยากให้รัฐบาลทำ คือ การออกนโยบายอะไรอย่ากลับไปกลับมา เพราะผู้ประกอบการทำตัวไม่ถูก ตั้งแต่ต้นเดือนแล้วที่ กทม.ออกมาพูดก่อนว่า ร้านนวด, คลินิกความงาม, พิพิธภัณฑ์ให้เปิดได้ คนก็เข้าใจมาตั้งนานว่าเป็นอำนาจท้องถิ่นสั่งได้ แต่อยู่ๆ โดน ศบค.เบรกโครมว่า ต้องพิจารณาก่อน แล้วถึงอนุญาตให้เปิด 14 มิ.ย. คือนโยบายอะไรมันควรมีการให้ประชาชนได้เตรียมตัวมาก ไม่ใช่ลักหลับออกราชกิจจาฯ กันตอนดึกๆ

ฟังคนรู้จักที่ประกอบกิจการร้านอาหารเขาบอกว่า “ลักหลับออกราชกิจจาฯ ห้ามนั่งกินในร้านนี่เจ็บกว่าลักหลับออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสมัยรัฐบาลปูซะอีกนะ” เพราะมันกระทบปากท้องเขาเลยไม่ใช่แค่กระทบ “จริตทางศีลธรรม” ผู้ประกอบการรายเดิม (และรายอื่น) ฝากถามว่า คราวนี้รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร เพราะมีแต่สั่งๆๆ ให้ทำตาม ให้ทนเจ็บกันไปก่อน จะให้ซอฟต์โลนบ้าง มาตรการแก้หนี้ลดดอกบ้าง แต่คราวนี้กู้มาห้าแสนล้านนี่ช่วยอย่างไร ?



ฝ่ายฮาร์ดคอร์เขาก็ว่า การบริหารออกคำสั่งกลับไปกลับมา วัคซีนซื้อแบบไม่ฟังเสียงประชาชน (คนไม่อยากได้ซิโนแวคก็เห็นยังตะบี้ตะบันสั่งมา) วิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้คือ “ไม่ไหวก็ออกไปเถอะ ยื้อก็เหมือนจะเหนื่อยกันทุกฝ่าย” โดยเขาให้วิธีง่ายๆ คือ ถ้าท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเห็นแก่ประชาชนจริงอย่างที่ปากพูด ก็ต้องเข้าใจว่า สถานการณ์ตอนนี้คนไม่ค่อยไว้ใจให้รัฐบาลปัจจุบันนี้บริหารแล้ว ก็เปลี่ยนรัฐบาล

วิธีที่เร็วที่สุดคือ เสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ม.272 เข้าไปอีกรอบสิ ตัดเสียง ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ เสีย ซึ่ง ส.ว.ก็ไม่รู้จะหวงอำนาจนี้ไว้ทำไมถ้าไม่ใช่ “ต่างตอบแทน” ที่ใครให้ตำแหน่งทางการเมืองมา ผ่านวาระแรกแปรญัตติ 15 วันแล้วเข้าวาระสองวาระสาม ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ลาออกเลย เพื่อให้เกิดการเลือกนายกฯ ใหม่ในสภา แล้วทีนี้ก็ลองเปลี่ยนขั้วอำนาจดูว่า ขั้วใหม่ที่เขาตรวจสอบรัฐบาลอยู่ จะเข้ามาทำแล้วดีขึ้นหรือไม่
               
บางคนเขาว่าเปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ดี แต่ถ้าม้าสู้ศึกไม่ไหวก็น่าจะลองเปลี่ยนไหมล่ะ.

........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    18%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 25