อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

ป้องกัน'RSV' ศัตรูตัวฉกาจของลูกน้อย

“RSV” อีกหนึ่งไวรัสที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของเด็กๆ แต่ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกน้อยป่วย! เสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2564 เวลา 14.00 น.


แก้วตาดวงใจของพ่อแม่.. คำนี้ย่อมไม่เกินจริงเลย เมื่อถึงเวลาที่ "ลูกน้อย" มีอาการเจ็บป่วยขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็คงจะเจ็บปวดไปด้วย ..แต่หากเราทำความเข้าใจกับโรคให้มากขึ้น รู้อาการ รู้แนวทางป้องกันรักษาก็น่าจะทำให้คลายความกังวลลงได้ไม่ใช่น้อย

โดยในสัปดาห์นี้ Healthy Clean ขอพาทุกท่านมาพบกับ พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช ที่จะพูดถึงการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่มักเกิดกับเด็กเล็ก มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกันอย่าง "RSV" แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า.. แล้วมันต่างจากไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?



โดย "RSV" คือเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก ที่สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และสัมผัสกันโดยตรง สามารถสังเกตอาการได้โดย
-อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ซึ่งในรายที่มีอาการเล็กน้อยของทาง เดิน หายใจส่วนต้น สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน
-เด็กบางคนมีอาการมากกว่าไข้หวัด คือ อาการไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่างจะมีอาการไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ ในรายที่มีอาการหนัก

การรักษา
-การรักษาอาการทั่วไป ให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ล้างจมูก ไปจนถึงช่วยดูดระบายเสมหะ ในกรณีที่น้ำมูกหรือเสมหะอุดตันมาก
-การรักษาแบบเฉพาะที่พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดลม เกร็ง หายใจมีเสียงวี้ด
-การใช้ยา Montelukast มีส่วนช่วยในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อยแบบมีเสียงวี้ด และให้ใช้ยาต่อเนื่องเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำของโรค
การป้องกัน
-ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้นจึงเน้นการป้องกันโดยการเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติ โดยเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่
-หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด
-ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และล้างมือบ่อยๆ



ส่วน "ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา ต่างกันอย่างไร?" สำหรับการป่วยทั้งสองแบบนั้น อาการระยะเริ่มคล้ายกันมาก "แต่ไข้หวัดใหญ่นั้นอาการรุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด" โดยมีไข้สูง (39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ไข้หวัดใหญ่ยังติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการหายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับผู้ป่วย และนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำคัญอย่างไร
-ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต สำหรับบุคคลกลุ่มเสี่ยง
-ลดอัตราการลาป่วยและการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาล
-ลดอัตราการขาดงาน ขาดโรงเรียน หรือรบกวนแผนการเดินทาง
-ลดการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ร่วมงานต่างๆ



สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการใกล้เคียงกัน มีดังนี้
เชื้อไวรัสระบบทางเดิน หายใจในเด็ก (RSV)
อาการ มีไข้ไอจามน้ำมูกไหล, ไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย, ไอมากจนอาเจียน, อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก, หายใจแบบมีเสียงวี้ด (wheezing) ในรายที่มีอาการหนัก
ระยะเวลาหาย มักหายได้เองภายใน 5-7 วัน โดยในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปีที่มีการติดเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างอาจมีเสมหะได้ถึง 2 สัปดาห์

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold)
อาการ มีไข้ไอจาม น้ำมูกไหล
ระยะเวลาหาย มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
อาการ มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส, มีไข้ไอจามน้ำมูกไหล, ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่าง รุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ระยะเวลาหาย มักหายได้เองภายใน 5-7 วัน และจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยด้วย "RSV" ไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดาก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจโรคมากขึ้น ก็สามารถบรรเทาอาการของลูกน้อย พร้อมสังเกตอาการก่อนถึงมือคุณหมอได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่เรื่องไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ...

................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 9