อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

รัฐล้มเหลวม็อบซ้ำลากไทยดิ่งเหว

ถ้ารัฐบาลห่วย ก็ขอให้ทดเอาไว้ใจสถานการณ์คลี่คลายเมื่อไหร่ค่อยมาเช็คบิลทีหลังก็ยังไม่สาย ตามครรลองของกฎหมาย อาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2564 เวลา 12.00 น.


วันนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่คับแค้นใจต่อการบริหารสถานการณ์โควิด 19 ของรัฐบาล ที่ชัดเจนว่า ภายใต้การบริหารที่นำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นั้นเอา “การเมือง มานำการแพทย์”  มาตรการต่างๆ ที่ออกมาก็เห็นได้ชัดว่า “อ้างเศรษฐกิจ” บังหน้า หวังคะแนนนิยม เห็นได้จากความปั่นป่วนในการฉีดวัคซีน ดึงโควตาให้กลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเอง

“กระทรวงแรงงาน” ดึงวัคซีนไปให้กลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาว สุขภาพแข็งแรงพอสู้วิกฤติได้ ขณะที่ “กรุงเทพมหานคร” ได้โควตาไปเยอะสุด กลับสลับเอาคนที่ลงทะเบียนผ่านระบบการจองคิวที่ตัวเองเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ทั้ง 2 หน่วยงานใช้หลักการหว่านวัคซีนให้ประชากรภายการดูแลของตัวเอง ปล่อย “ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง” ที่ลงทะเบียนเอาไว้กับระบบหมอพร้อมค้างเติ่ง



ที่กล่าวมาไม่ได้อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ และไม่ได้บอกว่าประชาชนทั่วไปไม่สมควรจะได้รับวัคซีน เพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึงการที่รัฐบาลไม่สนว่า “สิ่งใดควรทำก่อนหลัง” ล่าสุด “นายกฯ” เหมือนจะรู้ตัวสั่งเด็ดขาดให้ระดมฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงให้จบใน 2 เดือนแล้ว

อย่างไรก็ตาม วันนี้สถานการณ์การระบาดยิ่งทวีความรุนแรงขั้น จากการเข้ามาของ “สายพันธุ์เดลตา”  หรือสายพันธุ์อินเดีย ที่มีความสามารถในการแพร่โรคได้เร็วกว่า “สายพันธุ์อัลฟา” หรือสายพันธุ์อังกฤษถึง 1.4  เท่า ล่าสุดแค่เดือนเดียวพบคนว่าในจำนวนคนที่ติดเชื้อโควิดในพื้นที่กทม.  กว่า 40% เป็นสายพันธุ์เดลตา และอีกไม่นานมันจะเข้ามาครองพื้นที่การระบาดแบบสมบูรณ์

“นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญในด้านระบาดวิทยา” ออกมาระบุว่า ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป จะเห็นตัวเลขผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่มีจำนวนผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล โดยจาก 992 คนในเดือนมิ.ย. เพิ่มเป็น 1.4  พันคนในเดือนก.ค. 2 พันคนในเดือน ส.ค.พอถึงเดือนก.ย.จะมีผู้เสียชีวิตเป็น 2,800 คน



เพราะจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่มากกว่าระดับ 5 พันคนต่อวัน ต่อเนื่องกันมาเป็นสัปดาห์ ที่หลายคนตกอกตกใจนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคนฟันธงแล้วว่า ยังไม่ถึงจุดพีคของการระบาดระลอกนี้  ถ้าเกิดทุกคนยังเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเราจะได้เห็นยอดผู้ติดเชื้อถึงหลักหมื่นคนแน่นอน

มองดูแล้วสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะมีแต่เลวร้ายลงไปทุกขณะนั้น ยิ่งสร้างความคับอกคับใจให้กับประชาชนจำนวนมาก แต่ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนสักนิดจะเห็นว่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปนั้นทุกคนมีส่วนที่ทำให้มันเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะวันนี้ วันที่ “ประเทศชาติ” ต้องการความร่วมมือจากทุกคนเพื่อหยุดการระบาดของเชื้อร้าย แต่ยังมิวายมี กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตย  เรียกร้องให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาศัยความกรุ่นโกรธของประชาชนให้ออกมารวมตัวกัน อ้างว่าขับไล่เผด็จการ ก็ต้องถามกลับไปที่บรรดาแกนนำด้วยเหมือนกันว่ามันใช่เวลาหรือไม่ไม่



ภาพการชุมนุมเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสะท้อนใจ มีการตั้งโต๊ะขายเหล้า ขายเบียร์ รวมกลุ่มยกซดไม่สนว่าพื้นที่กทม.ขณะนี้เป็นอย่างไร คนหนุ่ม คนสาวที่ออกมาร่วมชุมชน อาจจะไร้ความกลัวอะไรต่อมิอะไร แต่อย่าลืมว่านี่คือโรคติดต่อ คุณอาจจะยังแข็งแรง หากได้รับเชื้อแล้วอาจจะอาการไม่รุนแรง ที่หนักคือคนในครอบครัวของเราเองในนั้นอาจจะมีคนสูงอายุ คนมีโรคประจำตัว หากรับเชื้อเสี่ยงอาการรุนแรง และเสียชีวิต วันนี้กว่า 2 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อเป็นการติดเชื้อในครอบครัว และที่สำคัญเป็นการติดเชื้อแบบยกครัว และใน 1 ครอบครัวเฉลี่ยแล้วจะเสียชีวิต 1 คน 

เพราะฉะนั้น ขอเถอะนะ “ถ้ารัฐบาลห่วย” ก็ขอให้ทดเอาไว้ใจ สถานการณ์คลี่คลายเมื่อไหร่ค่อยมาเช็คบิลทีหลังก็ยังไม่สาย ตามครรลองของกฎหมาย เพราะถ้าวันนี้ประชาชนยังไม่หยุด สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะมาถึงในเร็วๆ นี้แน่ ซึ่งหนึ่งในคนติดเชื้อ เสียชีวิตอาจจะเป็นคนใกล้ตัวคุณเอง.
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 3