อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563

เงินบาทไทยยืนบ๊วยแข็งน้อยสุดในภูมิภาคเอเชีย 

"รุ่ง" เผยการเคลื่อนไหวสกุลเงินในภูมิภาคเอชีย ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธ.ค. ที่ผ่านมา รูเปียห์-อินโดนีเซียนำโด่งแข็งสุด 1.8% ขณะที่บาท-ไทยยืนบ๊วย ชี้แนวโน้มแข็งค่าเหตุนักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงหลังเทรดวอร์คืบ อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 17.00 น.


น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์ตลาดการเงิน ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปาดาห์หน้าคาดว่าเคลื่อนไหวในกรอบ 30.15 -30.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  โดยปัจจัยที่ติดตามเป็นเรื่องการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 18 ธ.ค.นี้คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% เพื่อดูทิศทางเศรษฐกิจก่อนว่าเป็นอย่างไรหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว ขณะเดียวกันต้องดูว่าการลงมติกนง.เสียงเป็นเอกฉันท์หรือไม่  รวมถึงผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนบรรลุข้อตกลงก่อน 15 ธ.ค.นี้หรือไม่ 

นอกจากนี้การเลือกตั้งพรรคอนุรักษ์นิยมของนายบอริส จอห์นสัน ได้รับการเลือกตั้งจะทำให้เบร็กซิทมีความชัดเจนมากขึ้น และหนุนสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่  โดยแนวโน้มมีทิศทางแข็งค่า อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธ.ค.การเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคส่วนใหญ่แข็งค่า   ซึ่งรูเปียห์-อินโดนีเซียมากสุด  1.8% ดอลลาร์-สิงคโปร์  1.14 % ริงกิต-มาเลซีย 0.96%  รูปี-อินเดีย 0.84 %  วอน-เกาหลีใต้ 0.84% หยวน-จีน 0.75%  เปโซ-ฟิลิปปินส์ 0.35% บาท-ไทย 0.04 % เยน-ญี่ปุ่นอ่อน 0.14% 

สำหรับสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินอื่น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินอื่นมากกว่าเงินบาท  จากที่ก่อนหน้านี้เงินบาทไทยแข็งค่ามากถึง 7% ขณะที่สกุลเงินอื่นอ่อนค่า เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเกินดุล  รวมถึงนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงคลายกังวลสงครามทางการค้า ส่วนภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายตั้งแต่ 2-12 ธ.ค.พบว่า ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 8,900  ล้านบาท ขณะที่พันธบัตรซื้อสุทธิ 13,000 บาท อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินบาทยังผันผวนจากปัจจัยลบต่างประเทศผู้ประกอบการควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและใช้สกุลเงินท้องถิ่นทำการค้าขายเพิ่มขึ้น 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    79%
  • ไม่เห็นด้วย
    21%