อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564

หนี้เสีย'63ยอดรวม5.23แสนล. คาดปีนี้พุ่งแตะ3.53%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดหนี้เสียปี63 จะอยู่ที่ 5.23 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.16% ประเมินแนวโน้มสิ้นปี 64 อาจแตะ 3.53% พุธที่ 27 มกราคม 2564 เวลา 11.50 น.


รายงานข่าวจาก "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ได้คาดการณ์แนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ว่า จากฐานข้อมูลรายงานงบการเงินประจำไตรมาส 4 ปี 63 คาดว่ายอดคงค้างเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์จะ ปิดสิ้นปี 63 ยอดรวม 5.23 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.16% ของสินเชื่อรวม หรือเพิ่มขึ้นถึง 12.5% จากยอดคงค้างเอ็นพีแอล 4.65 แสนล้านบาทในปี 62 หรือเพิ่ม 58,000 ล้านบาท

สำหรับในปี 64 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเอ็นพีแอลมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กลับต้องมาเจอผลกระทบอีกครั้งจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในประเทศ แต่จากการผ่อนปรนในเรื่องของเกณฑ์การจัดชั้นหนี้หากมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ รวมถึงการจัดการในเชิงรุกในการดูแลปัญหาหนี้เสียและการตัดหนี้สูญของธนาคารพาณิชย์ ทำให้คาดว่าเอ็นพีแอลในปี 64 จะอยู่ที่ 3.53% อยู่ในกรอบกรอบ 3.40%-3.80% ของสินเชื่อรวม



ทั้งนี้ จุดจับตาสำคัญของสัญญาณเอ็นพีแอลมี 2 เรื่อง คือ 1.ยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆ ของสถาบันการเงินที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในไตรมาสที่ 1 ปี 64 หลังจากที่ลดระดับลงในช่วงครึ่งหลังของปี 63 เพราะลูกหนี้และผู้ประกอบการกลับมาจ่ายคืนหนี้หลังจากหมดมาตรการฯ ซึ่งทำให้สัดส่วนความช่วยเหลือลูกหนี้ทยอยลดลงมาอยู่ที่ 22.7% ของสินเชื่อรวมระบบธนาคารพาณิชย์จากระดับ 31.0% ในไตรมาสที่ 2 ปี 63

โดยมีความเป็นไปได้ที่ลูกหนี้จะทยอยกลับมารับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน เนื่องจากคาดว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่กระจายวงกว้างและเศรษฐกิจที่ชะลอเวลาการฟื้นตัวออกไป อาจทำให้กระแสรายได้ของภาคธุรกิจยังคงไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่การควบคุมการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่กินเวลานาน

2.ปัญหาเอ็นพีแอลในปีนี้มีโอกาสกระจายตัวออกไปในหลายกลุ่มธุรกิจมากขึ้น หลังจากในปีที่แล้ว แรงกดดันหลักๆ จะอยู่กับธุรกิจขนส่ง โดยเฉพาะขนส่งทางอากาศ และธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท แม้จะไม่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศกับการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 แต่ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักลงในหลายๆ ส่วนและสัญญาณอ่อนแอต่อเนื่องของกำลังซื้อทั้งภายในและต่างประเทศ ย่อมส่งผลทำให้การฟื้นตัวของระดับรายได้ของครัวเรือน และหลายๆ ธุรกิจต้องเลื่อนเวลาออกไป ซึ่งสำหรับธุรกิจที่มีข้อจำกัดหรือมีความยืดหยุ่นน้อยในการปรับลดต้นทุน อาจเผชิญกับปัญหาด้านสภาพคล่องมากขึ้น

ดังนั้น นอกจากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและรีสอร์ท และสินเชื่อรายย่อยแล้ว กลุ่มที่น่าเป็นห่วงเพิ่มเติมในปีนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขายส่ง ขายปลีกเอสเอ็มอี ภาคการผลิตทั้งที่รับช่วงผลิตต่อ พึ่งพาตลาดส่งออก อิงกับกำลังซื้อในประเทศ รวมไปถึงธุรกิจให้เช่าอาคารอพาร์ทเม้นท์ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และที่อยู่อาศัยอื่นๆ เพื่อเช่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดูแลคุณภาพหนี้ในพอร์ตจะยังคงเป็นโจทย์สำคัญต่อเนื่องตลอดทั้งปี 64 และอาจข้ามไปในปี 65 เพราะจะมีหนี้บางส่วนที่ต้องกลับมาจ่ายคืนตามเงื่อนไขปกติ (หลังจากพ้นช่วงผ่อนปรนของมาตรการฯ) ในขณะที่ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังไม่ดีขึ้น-ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ คงต้องรอจังหวะให้เศรษฐกิจปรับตัวกลับสู่ระดับปกติก่อนที่สัญญาณจากความเสี่ยงหนี้ตกชั้น หรือสัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพจะลดระดับลง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ธปท.อาจต้องกลับมาประเมินความจำเป็นของการขยายเวลาผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ให้กับสถาบันการเงิน รวมถึงการเว้นการกันเงินสำรองสำหรับวงเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปี 64 หากสถาบันการเงินยังต้องใช้เวลาในการจัดการปัญหาหนี้เสีย และปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความแข็งแกร่ง และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ทยอยเตรียมความพร้อมเพิ่มความเข้มแข็งให้กับระดับเงินกองทุนและเงินสำรองฯ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในปีนี้ โดยล่าสุด อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ระดับ 20.15% (ณ พ.ย.63) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำและประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่สภาพคล่องในระบบก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินของประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าสถาบันการเงินอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เอ็นพีแอลที่ยังขยับขึ้นก็ตาม

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น