อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

กรุงวอชิงตันตึงเครียด หลังทรัมป์ขู่ใช้ทหารยุติจลาจล

ตำรวจปราบจลาจลในกรุงวอชิงตันปะทะกับผู้ประท้วงด้านนอกทำเนียบขาวเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้ "มาตรการทางทหาร" ควบคุมสถานการณ์จลาจลต่อต้านการเหยียดผิวในสหรัฐ อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563 เวลา 08.22 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าตำรวจปราบจลาจลในกรุงวอชิงตันใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และระเบิดเสียง สลายการชุมนุมของประชาชนจำนวนมาก ที่ยังคงรวมตัวกันอย่างหนาตานอกทำเนียบขาว เมื่อวันจันทร์ ในระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เกี่ยวกับสถานการณ์ประท้วงและจลาจลทั่วสหรัฐ จากการเสียชีวิตของชายผิวสี ระหว่างถูกตำรวจจับกุมที่รัฐมินนิโซตา เมื่อปลายเดือนที่แล้ว    


Bloomberg QuickTake News




CNN

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนถือพระคัมภีร์ที่หน้าโบสถ์เซนต์จอห์น ใกล้กับทำเนียบขาว
 
ทั้งนี้ แทบทันทีหลังเสร็จสิ้นการแถลง ทรัมป์พร้อมคณะที่รวมถึงนายวิลเลียม บาร์ รมว.กระทรวงยุติธรรม นายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กระทรวงกลาโหม นายมาร์ค มีโดวส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว นายโรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้ายความมั่นคงแห่งชาติ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสซึ่งมีศักดิ์เป็นบุตรเขยของผู้นำสหรัฐด้วย เดินออกจากทำเนียบขาวท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาขั้นสูงสุด ตรงไปยังโบสถ์เซนต์จอห์นที่อยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก เพื่อสำรวจความเสียหายของสถานที่ หลังมีรายงานผู้ประท้วงหัวรุนแรงเผาพื้นที่บางส่วนในชั้นใต้ดินของโบสถ์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา




CNN


 
แม้ทรัมป์ประกาศว่าเขาจะ "มอบความยุติธรรม" ให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ แต่การขู่จะใช้เคอร์ฟิวและกำลังทหารของกองทัพสหรัฐเข้าควบคุมเหตุประท้วง "หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด"เรียกเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายทันที ยิ่งไปกว่านั้นการที่มีรายงานออกมาว่า ทรัมป์ใช้เวลาในบังเกอร์ของทำเนียบขาวนานหลายชั่วโมง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ยังคงเดินหน้าทวีตขอความประณามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และการแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ "ซึ่งล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น" โดยยังคงใช้ถ้อยคำรุนแรงในหลายช่วง อาจยิ่งกลับกลายเป็นการกระตุ้นความรุนแรง และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมสถานการณ์ยากขึ้นไปอีก.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 32