อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

เพนตากอนกดดัน หลังทรัมป์ต้องการให้ทหารยุติจลาจล

สังคมอเมริกันกำลังจับจ้องไปยังท่าทีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาอาจใช้ "มาตรการทางทหาร" ยุติความรุนแรงจากการประท้วงและจลาจลสีผิว พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 08.25 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ว่าสืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการใช้ "มาตรการทางทหาร" โดยอาศัยอำนาจตามที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายการจลาจล ฉบับปี 2350 ซึ่งอาจนำไปสู่การที่กองทัพสหรัฐหรือกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนไหว "เพื่อความมั่นคงภายใน" บนแผ่นดินอเมริกา ด้วยการยุติเหตุจลาจลสีผิวที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้วนั้น
 
ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่พล.อ. มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ซึ่งถือเป็นทหารยศนายพลซึ่งมี "ความอาวุโส" สูงที่สุดของประเทศในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม พ.ท.คริส มิตเชลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวถึงพล.อ.มิลลีย์ยังคงคอบให้คำปรึกษากับนายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กระทรวงกลาโหม และบทบาทหน้าที่ของพล.อ. มิลลีย์ "ยังไม่เปลี่ยนแปลง" โดยปฏิเสธให้ข้อมูลเพิ่มเติม
 
 

แต่ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าเขา "มอบหมายความรับผิดชอบ" ให้กับพล.อ. มิลลีย์ ในการจัดการสถานการณ์วุ่นวายและรุนแรงทางสังคมในประเทศ ที่มีชนวนเหตุจากการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีซึ่งถูกตำรวจผิวขาวที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา ใช้เข่ากดลงที่คอระหว่างพยายามจับกุมฟลอยด์ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา


นายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กระทรวงกลาโหม ( คนซ้าย ) และพล.อ.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ
 
นอกจากนี้ การที่ทั้งเอสเปอร์และพล.อ.มิลลีย์ร่วมติดตามทรัมป์ไปยังโบสถ์เซนต์จอห์น ใกล้กับทำเนียบขาว หลังมีการยิงแก๊สน้ำตาสลายฝูงชน "เพื่อเปิดทาง" ให้กับผู้นำสหรัฐ จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย ยิ่งทำให้สังคมมีคำถามว่าเพนตากอน "จะมีความเกี่ยวข้องมากเพียงใด" กับการยุติสถานการณ์ชุมนุมครั้งนี้
 

 
พล.อ.มาร์ติน เดมป์ซีย์ อดีตประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ กล่าวว่า "อเมริกาไม่ใช่สมรภูมิ และชาวอเมริกันไม่ใช่ศัตรูของทหาร" ส่วนแหล่งข่าวในเพนตากอนเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายนายมีความกังวลมากขึ้นว่า ทำเนียบขาวกำลังใช้กองทัพ "เป็นเครื่องมือทางการเมือง" หรือไม่ และหากคราวนี้กองทัพวางตัวไม่ดีจะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว เพราะประธานาธิบดี "มาแล้วก็ไป" แต่ทหาร "อยู่จนเกษียณ".

เครดิตภาพ : AFP, REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    73%
  • ไม่เห็นด้วย
    27%

บอกต่อ : 51