อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564

ดัน"เกษตรอัจฉริยะ"เพาะปลูกด้วยเทคโนโลยี

“เกษตรกรรม” ถือเป็นหนึ่งอาชีพสำคัญของคนไทย โดยคิดเป็น 28% ของประเทศ แต่ทุกวันนี้ “เกษตรกรไทย” ส่วนใหญ่ อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 07.24 น.


เกษตรกรรม” ถือเป็นหนึ่งอาชีพสำคัญของคนไทย โดยคิดเป็น 28% ของประเทศ แต่ทุกวันนี้ “เกษตรกรไทย” ส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้!!
               
เนื่องจากผลผลิตของเกษตรกรไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ราคาขายที่ถูก และยังต้องพึ่งพิงสภาพดินฟ้าอากาศเป็นหลักในการในการทำเพาะปลูก
               
ส่งผลให้ปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรของไทยมีอายุที่มากขึ้น จำนวนแรงงานลดน้อยลง คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสานต่ออาชีพของบุพการี  ทำให้จำเป็นต้องพึงเทคโนโลยีมากขึ้น แต่เกษตรกรไทยยังไม่สามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ทาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ( ดีป้า) จึงร่วมกับ บริษัท ซีพีเอส เวเธอร์ จำกัด และ บริษัท ซีพีเอส อะกริ จำกัด เปิดตัว “โครงการ CPS AGRI: ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทย” เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศด้านเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาให้เกิดการให้บริการบนแพลตฟอร์มกับภาคการเกษตร ให้บริการในลักษณะของข้อมูลเป็นบริการ และใช้ข้อมูลดิจิทัลในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในภาคเกษตร



“ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์” ผู้อำนวยการใหญ่
 ดีป้า บอกว่า  การพัฒนาเกษตรกรรมให้มีประสิทธิภาพเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  การจัดทำโครงการฯนี้ ร่วมกับเอกชน ที่จะช่วยเตือนภัยธรรมชาติ เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนล่วงหน้าในพื้นที่ของตนเองได้อย่างแม่นยำ ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการทรัพยากร วางแผนการเพาะปลูกและการจัดจำหน่ายได้            
               
ด้าน “ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์”  รอง ผอ. ดีป้า เล่าถึงปัญหาที่พบได้ทำงานกับสตาร์ทอัพและผู้ใช้ดิจิทัลมากว่า 4 ปี  ว่า   ผู้พัฒนาด้านการเกษตร ขาดข้อมูล ขาดการเชื่อมต่อ  จึงมีความต้องการนำแพลตฟอร์มจากโครงการฯ นี้ มาเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทำให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้



“ดีป้า มองว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถมีเครืองมือ อุปกรณ์ และข้อมูลที่จะทำให้ผลผลิตของเขาดีขึ้น เช่น การพยากรณ์อากาศ ต้องมีความแม่นยำ เพื่อให้การวางแผนผลิตไม่ผิดพลาด  ส่วนราคาพื้นผลการเกษตร จะมีการเริ่มเก็บข้อมูล  และทำอย่างไรให้มีการแชร์ริ่ง หรือแบ่งปันเทคโนโลยี อุปกรณ์ไอที เช่น สามารถเข้าถึงการใช้โดรนด้านการเกษตร  ที่ปัจจุบันมีราคาแพง  นอกจากนี้ยังแชร์ริ่งด้านน้ำ รถขนส่ง ตลาด โดยหวังว่าแพลตฟอร์มนี้ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ทั้งหมด”

อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม ได้ฉายภาพให้เห็นถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมของไทย
               
 “ชินวัชร์ สุรัสวดี”  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอส เวเธอร์ จำกัด และ บริษัท ซีพีเอส อะกริ จำกัด บอกว่า ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรอยู่ 8.1 ล้านครัวเรือน มีสมาชิกอยู่ 25.6 ล้านคน คิดเป็น 37% ของประชากรทั้งประเทศที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และ 46.5% ของพื้นที่ประเทศไทย เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
               
 แต่ภาคเกษตรกรรมคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8.9ของจีดีพีประเทศเท่านั้น!!  และมีเกษตรกรเพียง 27% ที่ทำการเกษตรบนพื้นที่ตนเอง  นอกจากนั้น 40%  ของครัวเรือนเกษตรไทยมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน!!


               
 โครงการนี้ฯ มุ่งแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่เป็นกระสันหลังของชาติ โดยจะทำให้เกษตรกรหยั่งรู้ฟ้าฝน เพราะปัญหาหลักของเกษตรกรไทย คือ ปัญหาความเสี่ยงในสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ เรื่องแหล่งน้ำ
               
 “ ไม่ว่าจะทำการเกษตรประเภทไหน ก็มีความเสี่ยงเรื่องน้ำ โครงการฯ จึงได้พัฒนาฐานข้อมูลสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ และแบบจำลองเพื่อพยากรณ์ที่แม่นยำ โดยมีข้อมูลฝนจากดาวเทียม 9 ดวง แสดงผลรายชั่วโมง  พร้อมโมเดลพยากรณ์พายุหมุนเขตร้อนทั้งการเกิดและเส้นทางพายุล่วงหน้า 15 วัน การตกของฝนว่าจะมีปริมาณเท่าไร ตกนานแค่ไหน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศ 500 จุดทั่วประเทศ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐก็สามารถนำข้อมูลไปวางแผนในการรับมือได้” 
               
“ชินวัชร์ สุรัสวดี”  บอกต่อว่า การพยากรณ์อากาศมีความละเอียดสูงในระดับแปลงเพาะปลูก ทำให้วางแผนการเพาะปลูกได้ มีข้อมูล อุณภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์  ทิศทางลม  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในปีหน้า จะแล้ง หรือไม่แล้ง จะเพาะปลูกได้หรือไม่ได้  



ในส่วนของข้อมูลแหล่งน้ำพื้นที่เกษตรเพียง 19.2%  ที่อยู่ในเขตชลประทาน และมีครัวเรือนพียง 42% เท่านั้นที่เข้าถึงแหล่งน้ำ และมีเกษ๖รกรเพียง 11%  ที่มีการสร้างและใช้แห่งน้ำของตนเอง เมื่อไม่มีน้ำพอในการเกษตร อยู่นอกฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจึงต้องเดินทางเข้าเมืองมาหางาน

“ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทย จะเปิดให้บริการแก่ประชาชน เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า มากถึง 10 ประเภท นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อมูลพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ผลการพยากรณ์ผลผลิตอ้อย ข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมจากดาวเทียม และสถานภาพความสมบูรณ์ของพืชจากดาวเทียม”



 โดยจะมีการพัฒนาแอพพลิเคชัน ฟ้าฝน (FAHFON) เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว คาดว่าจะเปิดตัวในเดือน มิ.ย.นี้ ตั้งเป้าหมายมีคนเข้าใช้บริการ 10 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี

และที่สำคัญ คือหวังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ในภาพรวมของประเทศมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี.
 
                                                 จิราวัฒน์ จารุพันธ์
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น