อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

สรุปม้วนเดียวจบ'ทักษิณ' บุกClubhouseตอบทุกคำถาม!

ใครไม่ทันมาทางนี้.. สรุปประเด็น "ทักษิณ" ตอบคำถามกลาง Clubhouse นโยบายไทยรักไทย-คนรุ่นใหม่ชุมนุม-ตากใบ ครบทุกเรื่องในที่เดียว! อังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 12.39 น.


เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากที่ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าเล่นแอพพลิเคชั่นที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะอย่าง "Clubhouse" พร้อมทั้งเข้าร่วมการสนทนาในห้อง "ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้" ในชื่อ @tonywoodsome นับเป็นครั้งแรกที่ "ทักษิณ" ได้เล่นแอพฯดังกล่าว โดยมีนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายพิชัย นริพทะพันธุ์ และคนดังไทยรักไทยร่วมในการสนทนาเป็นจำนวนมาก โดยมี นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตโฆษกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ดำเนินรายการ จนทำให้ห้องดังกล่าวมีจำนวนผู้เข้าฟังเต็ม 8,000 คนอย่างรวดเร็ว และยังมีการถ่ายทอดเสียงไปอีกหลายห้อง



โดย "เดลินิวส์" ได้สรุปทุกประเด็นที่มีการพูดคุยมาให้ทั้งหมดดังนี้

-โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ก่อตั้งในสมัยที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทักษิณได้ตอบคำถามถึงประเด็นข้อกังขาเรื่องการออกนโยบายประชานิยมว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมองว่าการออกนโยบายดังกล่าวเป็นการตามใจประชาชน แต่ตนมองว่านโยบายส่วนนี้รัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับทุกฝ่ายได้ และไม่เป็นการใช้จ่ายเกินศักยภาพของสถานะการคลัง ซึ่งนโยบายนี้จัดเป็นนโยบายที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง และยังทำให้เศรษฐกิจ รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยมีความยืดหยุ่น และทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงไปได้อีก เห็นได้ชัดว่าหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร เศรษฐกิจประเทศเริ่มถดถอย แต่โครงการเหล่านี้ยังอยู่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ แต่เป็นลักษณะของการเพิ่มคุณภาพเรื่องปัจจัยสี่ 

-การจัดการงบประมาณ "ทักษิณ" เผยว่า เขาให้ความสำคัญกับการขาดดุลและเกินดุลอย่างมาก ดังนั้นนโยบายไทยรักไทยจึงให้ความสำคัญกับตรงนี้ โดยต้องมีการกำหนดที่แน่นอนว่าในแต่ละปีจะขาดดุลไม่เกินเท่าไหร่ ต้องมีหนี้สาธารณะไม่เกินเท่าไหร่ สเต็ปต่อไปที่ทำคือการลดหนี้ เพิ่ม GDP ของประเทศ จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2548-2549 รัฐบาลไทยรักไทยสามารถทำงบประมาณขาดดุลเป็นงบประมาณสมดุลได้สำเร็จเป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 



-โครงการ OTOP ประเด็นเรื่อง Creative Economy หรือการทำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรร​ค์ ทักษิณ กล่าวว่า เทรนด์ของโลก ณ เวลานั้น คือเทคโนโลยี และเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Based Economy) ซึ่งตนคิดว่า คนไทยมีความศักยภาพอยู่ในตัว ดังนั้นหากมีสถาบันสอนคนกลุ่มนี้มันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในอนาคตคนไทยจะสามารถสร้างช่องทางทำมาหากินได้เอง อยากให้คนไทยมีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ได้แรงบันดาลใจโครงการจากญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลดีกว่าจากความเฉพาะและความมีสุนทรียของคนไทย 

-โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือ ODOS (One District One Scholarship) เกิดจากการที่ตนเองทำนโยบายเรื่องหวยบนดินมาก่อน และพบว่ามันสามารถทำเงินได้มหาศาล ในอดีตเงินเหล่านี้เคยอยู่ในมือของกลุ่มนักเลงทั้งหลาย เราจึงตัดสินใจเอาธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน แล้วมอบหมายหน้าที่ให้กองสลากทำ จากนั้นเราเก็บเงินส่วนนี้ได้ และจัดการให้เงินก้อนนี้กลับไปสู่ประชาชน ผ่านทางทุนการศึกษาเด็กเรียนดี โดย "ทักษิณ" มองว่า "หวยคือเงินจากการพนัน เป็นเงินโง่ๆ เลยจะเอาไปสร้างเด็กฉลาดๆ" นอกจากนี้ ทักษิณยังบอกอีกว่าเด็กที่เกิดนิวยอร์ก หรือเกิดอมก๋อย เขามีสมองเท่ากัน แต่โอกาสการเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาศักยภาพต่างกัน ให้โอกาสเด็กมาสอบแข่งขันชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ



-นโยบาย One Laptop Per Child ได้มาทำในยุค "ยิ่งลักษณ์" เป็นการแจก Tablet เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าเด็กจะเกิดในเมืองใดๆ ก็ตาม เด็กเหล่านั้นมีทักษะแรกเริ่มที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือโอกาสในการพัฒนา ดังนั้นโครงการนี้จะทำให้เด็กไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงห้องสมุดโลกได้ รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรม และในส่วนของพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้ TCDC หรือ Material & Design Innovation Center จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากไอเดีย "เรามีสถานที่มั่วสุมในเชิงลบแล้ว ทำไมไม่สร้างสถานที่มั่วสุมในเชิงสร้างสรรค์ให้กับประชาชน"

นอกจากนี้ "ทักษิณ" ยังแชร์วิธีการเปลี่ยน Mindset ของข้าราชการ จากคำถามถึงการทำงานของข้าราชการว่าควรรับใช้ประชาชน ไม่ใช่มีอำนาจเหนือประชาชน ในส่วนนี้ เขาตอบว่า ตนเองอยากสร้างให้สังคมไทยเหมือนสังคมตะวันตก คือมีความเท่าเทียม และการสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ต้องใช้เวลาและต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง รวมถึงใช้พระเดชพระคุณควบคู่กันไป



-กรณีตากใบ ที่พรากชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ไปทั้งหมด 108 ราย "ทักษิณ" ระบุว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของทหาร ตนเองจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาฯ นายกฯ สมัยทักษิณ ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์กรือเซะว่า ในเวลานั้นพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการประกาศกฎอัยการศึก และกองทัพได้เข้าไปรับผิดชอบทุกอย่าง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไม่รับรู้เรื่อง พร้อมทั้งชวนให้ศึกษาเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรอบด้าน เพราะมันซับซ้อนมาก และที่ "ทักษิณ" ไม่ขอตอบเพราะไม่อยากพาดพิงถึงใคร

นอกจากนี้ ยังมีผู้สอบถามถึงข้อคิดเห็นของ "ทักษิณ" ที่มีต่อการเคลื่อนไหวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาได้ย้ำว่าควรยึดวิถีเจรจาเป็นหลัก แต่ "สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ต้องเคารพ" พระมหากษัตริย์มีประวัติศาสตร์กับประเทศไทยมายาวนาน การจะปรับกฎหมายให้ทันสมัยเป็นเรื่องสมควร แต่ควรให้รัฐสภาทำ นอกจากนี้เขายังมองว่า การเมืองดีหรือเฮงซวยอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ซึ่งในตอนที่ตนเป็นนายกฯ มี "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" หรือ 2540 ทำให้บริหารงานได้ราบรื่น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกร่างโดยคณะรัฐประหาร อย่างไรก็ย่อมไม่มีทางดีต่อประชาชน ก่อนชวนให้คนรุ่นใหม่ร่วมกันผลักดันร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่มีผู้ฟังถามต่อถึง นโยบายของพรรคเพื่อไทยต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 จะสังเกตได้ว่า "ทักษิณ" เลี่ยงตอบคำถามดังกล่าว โดยเขากล่าวว่าตนอยู่ไกล ไม่มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองใดแล้ว ส่วนเรื่องมาตรา 112 "ขออนุญาตไม่ตอบเรื่องนี้ ไว้คุยกันเรื่องอื่น หรือไว้ไปคุยที่ลอนดอนค่อยตอบ"

ส่วนเรื่องประเด็นที่เกี่ยวกับ "พล.อ.ประยุทธ์" เขาได้กล่าวว่า "ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่เอ่ยชื่อผม นายกฯ ประยุทธ์ ถึงโมโห ต้องไปถามท่าน ผมไม่รู้"...

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    34%
  • ไม่เห็นด้วย
    66%

ความคิดเห็น