อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

โควิดระทึกบัลลังก์ระส่ำ วิกฤติโบว์ดำ"รัฐบาลบิ๊กตู่"

สุดท้ายจนกลายเป็นว่านอกจากจะคุมเรื่องการระบาดไม่อยู่แล้ว การฉีดวัคซีนยังเป็นไปอย่างล่าช้าอีก จนอาจจะกลายเป็นจุดที่คนในสังคมเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลในที่สุด อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 เวลา 09.00 น.

กลับกลายมาเป็น “จุดวิกฤติ” อีกครั้งสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระรอกใหม่ ซึ่งในรอบนี้นอกจากจะส่งผลกระทบถึงประชาชนแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบต่อ”รัฐบาลบิ๊กตู่”อย่างหนักหน่วงมากกว่าครั้งไหน ๆ ก็ว่าได้

เริ่มกันด้วยการแพร่ระบาดที่เริ่มจากสถานบันเทิงย่อนทองหล่อที่ ที่มีการแพร่ระบาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีนักเที่ยวจากทุกวงการที่ไปเที่ยวแล้วนำไปแพร่ระบาดต่อเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือตัวเชื้อโควิด ที่ระบาดจาก คลัสเตอร์ทองหล่อ” นี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ทำให้มีสิ่งเห็นผิดสังเกตจากากรระบาดทั่วไป เพราะถึงแม้ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไม่มาก แต่ปริมาณไวรัสสูงมาก ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์พื้นบ้านที่คนไทยเคยรับมือกันมาก่อนหน้านี้



จนสุดท้ายก็กลายเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ “ไฟลามทุ่ง” ที่ลุกลามบานปลาย
ไปอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายจนยากที่จะควบคุม

ที่น่าจับตาคือ “คริสตัลคลับ” ที่แว่วข่าวว่ามีคนระดับรัฐมนตรีไปเที่ยว จนทำให้เกิดการติดเชื้อโควิดในเวลาต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกตั้งข้อสังเกตมากสุดคือ “เสี่ยโอ๋”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม จากการที่ไม่มีการเปิดเผยไทม์ไลน์ของรัฐมนตรีรายนี้หลังจากตรวจพบเชื้อ จนทำให้คนในสังคมปักใจเชื่อว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “คริสตัลคลับ” แม้งานนี้ “เสี่ยโอ๋” จะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ไปที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ แต่เมื่อมีการเปิดเผยไทม์ไลน์กลับระบุว่าวันที่ 27-28 มี.ค. ไม่มีข้อมูล ก็ยิ่งทำให้คนในสังคมตั้งข้อสงสัยถึงไทม์ไลน์ที่หายไป แม้ล่าสุดสาธารณสุขบุรีรัมย์ จะสรุปว่า ความเสี่ยงมาจากทีมเลขาฯ หน้าห้อง ซึ่งมีประวัติไปสถานที่ซึ่งมีการระบาดของเชื้อในแหล่งบันเทิง แล้วมาทำงานในฐานะเลขานุการ

สุดท้ายแล้วไม่ว่างานนี้ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นที่ประชนมีต่อ “รัฐบาลบิ๊กตู่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



นอกจากนั้นยังทำเอาวุ่นไปทั้งทำเนียบรัฐบาล เพราะ “เสี่ยโอ๋” ได้ร่วมถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรี และร่วมประชุม ครม. ไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค. แต่กว่าจะมีการตรวจหาเชื้อและทราบผลว่าติดเชื้อโควิดก็ล่วงเลยมาวันที่ 7 เม.ย. แถมก่อนหน้านั้นก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันครบรอบ 13 ปีพรรคภูมิใจไทยด้วย งานนี้ก็ทำเอาผวากันทั้ง ครม.เลยก็ว่าได้ ส่งผลให้การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมามีรัฐมนตรีร่วมประชุมร่อยหรอ เพราะบรรดารัฐมนตรีที่มีโอกาสใกล้ชิดกับ “เสี่ยโอ๋” ต่างก็พากันลาประชุมยกใหญ่

รวมถึงกรณีของ ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศีกษาธิการ ก็ออกมาประกาศขอกักตัวเพราะมีคนติดเชื้อโควิด มาอวยพรกับตำแหน่งรัฐมนตรี รวมทั้ง วิษณุ เครืองาม  รองนายกฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีโอกาสใกล้ชิดก็ได้ขอกักตัวไปด้วย

ขณะที่เรื่องวัคซีนก็ยังคงเป็นอีกปัญหาที่ลดความเชื่อมั่นของรัฐบาล ด้วยตัวเลขการฉีดวัคซีนในประเทศที่ยังฉีดได้ในจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเว็บไซต์ Our World in Data รวบรวมสถิติผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 ในแต่ละประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยมีผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดสแล้ว 0.36% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหลายประเทศ

สุดท้ายจนกลายเป็นว่านอกจากจะคุมเรื่องการระบาดไม่อยู่แล้ว การฉีดวัคซีนยังเป็นไปอย่างล่าช้าอีก จนอาจจะกลายเป็นจุดที่คนในสังคมเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลในที่สุด



แม้ผลพวงจากโควิดระรอกนี้จะส่งผลดีต่อรัฐบาลในทางอ้อม เพราะเมื่อโควิดรับาดขึ้นก็จะกลายเป็นการแช่แข็งความเคลื่อนไหวของการเมืองนอกสภาไปโดยอัตโนมัติ ไล่ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่ม “สามัคคีประชาชน” ที่นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่เพิ่งจะเริ่มปลุกกระแสกันขึ้นมาก็ต้องประกาศยุติการเคลื่อนไหวไป ก็ชิงยุติการชุมนุมไป หนีการระบาดของโควิด-19 และหลบดราม่า “ชูสามนิ้ว”ไปโดยปริยาย ขณะที่ม็อบกลุ่มราษฎร ม็อบเยาวชน ก็ยังเริ่มเงียบลงไปเช่นกัน

แม้อาจจะพูดได้ว่าโควิดระบาดระรอกใหม่ทำม็อบกระเจิง แต่ “รัฐบาลบิ๊กตู่” กลับยังต้องเจอกับแรงเสียดทานอย่างหนัก จากกรณีไทม์ไลน์ “เสี่ยโอ๋” จนทำให้เกิดแรงเร้าของคนในสังคมเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น และอาจหนักหน่วงไม่แพ้การจัดม็อบลงถนน

แม้งานนี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะโดดอุ้ม “เสี่ยโอ๋” ด้วยการออกมาคอนเฟิร์มว่า เชื่อในสิ่งที่ “เสี่ยโอ๋” บอก และยืนยันว่า เป็นการติดเชื้อจากคนใกล้ชิด ไม่มีไทม์ไลน์อะไรที่จะปกปิด และไม่ได้เดินทางไปไหนนอกจากไปประชุม จึงเชื่อว่าไม่ได้ติดเชื้อจากใคร แต่เป็นการติดจากคณะทำงานหน้าห้อง
ทั้งนี้การออกมาคอนเฟิร์มดังกล่าวแม้จะทำให้คนจำนวนหนึ่งเชื่อมั่น แต่อีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นว่ารีบตัดสินใจเลือกเชื่อคนใกล้ตัว-คนกันเองมากกว่าที่จะมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนอาจจะถูกมองการที่รัฐบาลขอให้ประชาชนตั้งการ์ดสูงตลอดเวลา แต่เมื่อคนในรัฐบาลการ์ดตกเสียเอง กลับไม่ยอมรับฟังเสียงประชาชน



ประกอบกับคำพูดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ล่าสุดออกมาตอบคำถามถึง การแพร่ระบาดของคลัสเตอร์ทองหล่อที่มีความกังวลว่าจะมีความรุนแรง และอาจเกิดการระบาดได้มากกว่าเดิมว่า "อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด"  ก็ยิ่งทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดไรขึ้นประชาชนจะต้องเตรียมตัวรับกรรมด้วยตัวเองหรือไม่ นอกจากนั้นอาจมองได้ว่า "อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด"  ในที่นี้หมายรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนถึงขั้นต้องยุบสภาหรือไม่

เพราะถ้าดูจากปรากฎการณ์การเมืองในสภาหลายอย่างสะท้อนให้เห็นถึงนัยยะสำคัญ ไล่ตั้งแต่เหตุการณ์  “สภาล่ม” เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จากการเล่นเกมของ ส.ว. เสนอขอนับองค์ประชุม โดยการขานชื่อเรียงคนระหว่างที่จำนวนสมาชิกในห้องประชุมปริ่มๆไม่ถึงครึ่ง รวมทั้งมีการเปิดประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกันขึ้น จนกลายเป็นสงครามน้ำลาย และตีรวนกันในสภา จนทำให้ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ต้องปิดสมัยประชุมวิสามัญ  ซึ่งส่งผลให้ต้องเลื่อนการประชุมเรื่องนี้ไปประชุมครั้งต่อไป และหากการประชุมครั้งหน้า ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปเพราะหากท้ายที่สุด พ.ร.บ.ประชามติไม่ผ่านสภา รัฐบาลคงจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก



นอกจากนั้นยังมีการเล่นละครการเมือง จากการเดินเกมแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มุ่งตอบโจทย์ของตนเอง ไล่ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่แตะเรื่องอำนาจ ส.ว. ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นกลับ ยังคงยืนกรานมุ่งเป้าแก้อำนาจ ส.ว. ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้ยาก ส่วนพรรคฝ่ายค้านเอง ก็เดินเกมเล่นทั้ง 2 ทาง โดยมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีกทางหนึ่งก็เสนอแก้ไขแบบรายมาตราควบคู่ไปด้วย ซึ่งในมุมนี้คนก็มองได้ว่าเกมแก้รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเป็นการเสนอแก้ไขเพื่ออำนาจของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชนเลย

ถึงที่สุดแล้ว... แม้ว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะมีการแจกเงินผ่านสารพัดโครงการช่วยเหลือ จนเกิดกระแส “ประยุทธ์นิยม” ฟีเวอร์ในระดับรากหญ้าทั่วทุกหัวระแหง แต่หากเมื่อไหร่ที่เงินหมด และประชาชนเริ่มรู้ตัวว่าเงินที่รัฐบาลแจกมาต้องแลกมาด้วยภาระหนี้ก้อนโตของประเทศ ถึงจุดนั้นก็จะทำให้กระแสนิยมตีกลับได้เหมือนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงจุดนั้นเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องออกมารับผิดชอบอาจจะดังกว่าครั้งไหน ๆ.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    74%
  • ไม่เห็นด้วย
    26%

ความคิดเห็น