อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 22 กันยายน 2564

วิกฤติรุกเร้าเขย่าบัลลังก์ เกมลุยไฟ "3ป."บนหลังเสือ!

สิ่งที่ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กรัฐบาล” ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ คือการปิดหูปิดตาจากคนรอบข้างบ้าง แล้วลองหันเปิดหูเปิดตา และเปิดใจมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ และรับรู้ความรู้สึกประชาชน อาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2564 เวลา 07.00 น.

กลายเป็น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” อย่างแท้จริง สำหรับการบริหารงานของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความสับสน-อลหม่าน เหมือน “ลิงแก้แห” ที่ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งเหยิงไปกันใหญ่

ไล่ตั้งแต่การรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จนทำให้มียอดผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ในหลัก 4,000-5,000 คน ล่าสุดพุ่งทะลุถึง 6,000 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล ล่าสุดทำสถิติสูงสุดอยู่ที่ 61 รายแล้ว จนนำมาสู่ปัญหาเตียงรักษาไม่เพียงพอรองรับผู้ป่วยที่อาการรุนแรงและอาการวิกฤตในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมกับข่าวผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตในบ้านเพราะไม่มีเตียงรักษาเริ่มมีถี่มากยิ่งขึ้น



ซึ่งงานนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พยายาม “ฉีดยาแรง” ด้วยการออกประกาศข้อกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน สกัดการแพร่ระบาดโควิด-19 ปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด กทม. ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งประกาศแบบลักหลับมาตอนตีหนึ่ง โดยหวังว่ามาตรการ “ล็อคดาวน์เฉพาะจุด” จะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นหนังคนละม้วน เพราะรัฐบาลเจอแรงสวนเบิ้ลกลับจากโลกโซเชียลฯอย่างหนักหน่วง

เนื่องจากมาตรการตามประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ส่งผลให้คนงานพร้อมใจกันเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดทั่วทุกสารทิศ จนทำให้แพร่กระจายเชื้อไปใน 32 จังหวัด และเกิดคลัสเตอร์การแพร่ระบาดในหลายจังหวัด หรือมาตรการห้ามนั่งกินอาหารที่ร้านอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างจัง เพราะเพิ่งจะเปิดร้านรับลูกค้าได้แค่ 1 สัปดาห์ ก็ต้องกลับไปขายใส่ห่อกลับบ้านอีกครั้ง และการประกาศที่กระชั้นชิดก็ทำเอาหลายร้านที่เตรียมวัตถุดิบไว้ขายถึงกลับโอดครวญไปตามๆ กัน



สำทับกับดราม่า “นะจ๊ะ” ของ “บิ๊กตู่” ที่ชอบพูดจนติดปาก แต่รอบนี้กลายเป็น “ของแสลงหู” ประชาชน เพราะจากการแถลงข่าวก่อนการประกาศมาตรการ  “ล็อคดาวน์เฉพาะจุด” นั้น “บิ๊กตู่” พูดในเชิงติดตลกว่า ไม่ล็อกดาวน์นะจ๊ะ” แต่งานนี้ประชาชนไม่ตลกด้วย เพราะมองว่าเป็นการล้อเล่นบนความทุกข์ร้อนของประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนไปทั้งแผ่นดินแล้วก็ว่าได้

จากความผิดพลาดของรัฐบาล และปมดราม่าที่เกิดขึ้น ก็ให้เกิดกระแสเรียกร้องดังไปทั่วทุกหัวระแหง ขอให้ “บิ๊กตู่” ลาออกเพื่อเปิดทางให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศ และเกิดการตอบโต้หนักไปมากกว่านั้น เมื่อในโลกออนไลน์ มีการผุดแคมเปญใหม่ #กูจะเปิดมึงจะทำไม จากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่เรียกร้องให้บรรดาร้านอาหารแสดงอารยะขัดขืนต่อมาตรการดังกล่าว แสดงท่าทีแข็งข้อต่อรัฐบาล พร้อมเดินหน้าลุยเปิดร้านต่อแม้รู้ดีว่าทำผิดกฎหมาย แต่ก็ดีกว่าอดตาย!



แม้ล่าสุดรัฐบาลเตรียมออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าว ทั้งผู้ประกอบการกิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และกิจกรรมบริการด้านอื่น รวมทั้งเยียวยาลูกจ้างในธุรกิจเหล่านี้ ร้อยละ 50 ของเงินเดือน รวมใช้เม็ดเงินในการจ่ายเยียวยาก่าว 8,500 ล้านบาท แต่ผลพวงจากประกาศดังกล่าวหลายเรื่องกลับไม่สามารถเยียวยาได้ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ที่ลดลงจนเข้าสู่ห้วง “วิกฤติศรัทธา” ของรัฐบาลอย่างแท้จริง

แต่ ความวัวยังไม่หายความควายเข้ามาแทรก” เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดผ่านสื่อถึงข้อเรียกร้องร้านอาหาร ที่กลายเป็นการ “เหยียบหัวใจประชาชน” ซ้ำอีกครั้ง ด้วยคำพูดที่ว่า รัฐบาลออกมาช่วยแล้วใช่หรือไม่ ช่วยทั้งหมดแล้ว จะเอาอะไรอีก



แม้ขณะนี้ ศบค.จะดันทุรังอธิบายไม่ได้มีประเทศไทยประเทศเดียวที่กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง มีตัวอย่างหลายประเทศที่มีการประกาศล็อคดาวน์กันอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างคือ หลายประเทศที่ถึงแม้จะมีการระบาดหนักอีกครั้งแต่เมื่อการจัดหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการบริหารจัดการวัคซีนของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ที่บริหารจัดการวัคซีนไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของคนในประเทศ และไม่ตอบโจทย์กับเชื้อกลายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูง จนมีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆว่า “วัคซีนกูอยู่ไหน”

นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว ประชาชนยังต้องมาแบกรับกับความกังวลเรื่องเชื้อโควิดกลายพันธุ์ จากกรณีที่รัฐบาลเดินหน้า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” โดยวาดหวังไว้ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่แพร่ระบาดอย่างหนักหน่วง จนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในเวลานี้ เป็นเรื่องที่สวนทางกับความรู้สึกประชาชน และยิ่งเพิ่มภาระความกังวลให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น



สิ่งที่ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กรัฐบาล” ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ คือการปิดหูปิดตาจากคนรอบข้างบ้าง แล้วลองหันเปิดหูเปิดตา และเปิดใจมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ และรับรู้ความรู้สึกประชาชน จะเห็นถึงความทุกข์ร้อนของประชาชนในตอนนี้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาหนักหนาสาหัสมากแค่ไหน ทั้งคนป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีเตรียมรองรับเพียงพอ จนหลายรายต้องตายที่บ้าน หรือวิกฤติปากท้องที่แทบไม่มีจะกิน เศรษฐกิจไปไหนไม่ได้

แต่การที่ กลุ่ม “3 ป.” ยังคงยืนยันหนักแน่นว่ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพราะรัฐบาลทำงานเต็มที่นั้น ก็ควรกล้าทำโพลถามประชาชนตรงๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับคำว่า “ไปต่อได้” ที่รัฐบาลเชื่อมั่น ซึ่งคำตอบที่ได้อาจทำให้ตาสว่างกันเสียที



นอกจากนั้นยังมีปัญหาการเมือง ที่เสริมแรงฉุดรั้งความเชื่อมั่นของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น จากเหตุการณ์ “สภาล่ม” เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา วาระการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. จากเหตุที่ ส.ส.ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน หลายคนไม่แสดงตนทั้งที่อยู่ในห้องประชุม โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่แสดงตนเพียง 9 คน จาก 120 คน เหรือพรรคภูมิใจไทย แสดงตน 8 คน จาก 61 คน จนเกิดแฮชแท็ก #สภาล่ม ขึ้นเทรนทวิตเตอร์อันดับหนึ่ง พร้อมกับการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ส.ส. ว่า หาก ส.ส.ไม่อยากทำงานแล้ว ควรจะยุบสภา เพื่อไม่ให้เสียภาษีของประชาชนต่อไป ถ้าไม่อยากประชุมสภาก็ให้ลาออกไป

ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ Tony Woodsome ในโลกคลับเฮาส์ ก็ยังคงออกมา “ตีแสกหน้า” รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิพากษ์วิจารณ์การรับมือโควิด-19 ว่า รัฐบาลไม่มีความรู้สึกตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไม่ซีเรียสในการแก้ปัญหา และยังบอกว่ารู้สึกสะเทือนใจที่ต้องรับบริจาควัคซีน ทั้งที่มีโรงงานผลิต พร้อมแนะนำให้รีบจัดการเอาวัคซีนยี่ห้ออื่นมาเพิ่ม แถมยังบอกว่า “ถ้ารัฐบาลไม่รู้จะทำอย่างไร ผมยินดีทำ ว่างอยู่แล้ว งานก็ไม่มีทำ” แต่ที่เจ็บจี๊ดที่สุด คือการแซะ “บิ๊กตู่” ให้ไปตรวจฮอร์โมนวัยทองทำอารมณ์สวิง

และก็เหมือนทุกครั้ง ที่การออกมาเคลื่อนไหวของ “Tony Woodsome” สามารถเก็บแต้มคะแนนนิยมไปจากหน้าตัก “บิ๊กตู่” ได้อีกตามเคย



ทิ้งท้ายด้วยความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เริ่มจัดกิจกรรมถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง “กลุ่มราษฎร” ที่กำลังเริ่มโหมแรงไฟขึ้นอีกครั้งด้วยกิจกรรมลงถนน โดยลั่นกลองรอบจากแกนนำคนสำคัญอย่าง อานนท์ นำภา ขณะที่ “กลุ่มสามัคคีประชาชน” และ “กลุ่มประชาชนคนไทย” ยังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของ กลุ่ม Re-solution ที่นำโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และ พริษฐ์ วัชรสินธุ นำรายชื่อประชาชน 150,921 คน ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดสวิตซ์ ส.ว. รวมทั้งปฏิรูปที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ  ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งกลายเป็นการโยนโจทย์ร้อนเข้าสู่สภาอีกครั้ง

จากบริบททางโดยรวม เรียกได้ว่าสถานการณ์ของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ในขณะนี้ โอกาสที่จะปรับทัพเรียกความเชื่อมั่นอีกครั้ง ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่คงจะให้โอกาสน้อยลงเต็มที ดังนั้นทางที่ดี เวลานี้ “บิ๊กตู่” ควรเริ่มมองหา “ทางลง” ได้แล้ว ว่าจะลงจากหลังเสืออย่างไรไม่ให้โดนเสือขย้ำ



สุดท้ายต้องยอมรับกันว่าวิกฤติตอนนี้คือทางตันของประเทศ ทางตันของรัฐบาล และเป็นทางตันของ “บิ๊กตู่” แต่หาก “กลุ่ม 3 ป.” ยอมถอยออกไปเพื่อเปิดทางให้ประเทศได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งอาจจะเป็นทางลงที่เจ็บตัวน้อยที่สุดในเวลานี้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    69%
  • ไม่เห็นด้วย
    31%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 2