อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

'นศ.ไทย'ในอินเดียวอนรัฐช่วย คุณภาพชีวิตต่ำ-สภาพจิตใจแย่

นักศึกษาไทยในอินเดียวอนให้รัฐบาลช่วยเหลือ หลังติดต่อขอกลับประเทศแต่ไร้คำตอบ ตอนนี้คุณภาพชีวิตต่ำมาก ขาดอิสรภาพ หวั่นสภาพจิตใจย่ำแย่ พ้อรู้สึกเหมือนถูกสถานทูตไทยและรัฐบาลทอดทิ้ง เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563 เวลา 12.23 น.


เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนโลกออนไลน์มีสมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษาทุนเรียนภาษาฮินดีที่เมืองอัครา ประเทศอินเดีย ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานการณ์ COVID-19 ที่อินเดียในขณะนี้อยู่ในขั้นที่เริ่มวิกฤตแล้ว ยอดผู้ป่วยพุ่งขึ้นเฉียด 3,000 คนในวันนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นได้ ขนาด Lockdown ยังขนาดนี้ ถ้าไม่ Lockdown จะขนาดไหน ป่านนี้น่าจะพุ่งสู่หลักหมื่นไปแล้ว ซึ่งการ Lockdown โดยฉับพลันส่งผลโดยตรงต่อการเป็นอยู่ของคนในสาธารณะรัฐโดยตรง ไม่สามารถออกไปซื้ออาหารได้ และอาหารที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อโอกาสในการขยายเวลา Lockdown ของประเทศอินเดีย (ไม่สามารถกินอาหารที่หอพักจัดไว้ให้เพราะเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด) ตอนนี้คุณภาพชีวิตต่ำมาก


 
ผมเป็นนักศึกษาทุนเรียนภาษาฮินดีที่เมืองอัครา ประเทศอินเดีย ทางมหาลัยปิดการเรียนการสอนแล้ว และนักศึกษาต่างชาติเริ่มทยอยกลับประเทศต้นทางผ่านการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและสถานทูตของประเทศอื่นๆ ได้ประสานกับทางรัฐบาลอินเดีย เพื่อส่งเที่ยวบินพิเศษมารับประชาชนของประเทศตัวกลับไปโดยเร็วที่สุด เพราะพวกเขาเล็งเห็นแล้วว่าขืนอยู่ต่อไปประชาชนของพวกเขาต้องได้รับความลำบากมากกว่านี้ หรืออาจจะติดเชื้อได้อย่างแน่นอน แล้วประเทศไทยละ มีการประสานหรือส่งเที่ยวบินกลับไหม? ฝันไปเถอะ”


 
“หลังจากมีการ Lockdown ประเทศอินเดีย ผมพยายามประสานกับทางสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ทั้งการโทรศัพท์ที่ไม่สามารถติดต่อได้เลยในทุกเบอร์ที่ให้ไว้ จึงตัดสินใจส่ง E-mail เพื่อแจ้งถึงสภาพความเป็นอยู่และความประสงค์ที่จะกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยแจ้งความประสงค์และคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้เองเป็นจำนวน 3 ข้อ ดังนี้

1. การแสดงความประสงค์ขอเดินทางกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
2. การสอบถามเที่ยวบินพิเศษในการเดินทางกลับประเทศไทย
3. การสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนบินกลับประเทศไทย (โรงพยาบาลที่สามารถเข้าถึงได้ รายละเอียดที่ไม่สามารถหาคำตอบเองได้)



ผมได้พยายามประสานทางสถานทูตไทยก่อนวันที่ 2 เม.ย. 62 ที่รัฐบาลไทยจะประกาศเคอร์ฟิวและชะลอการเดินทางกลับของคนไทยในต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทางสถานทูตตอบกลับมานั้นตอบได้เพียงว่า ให้อดทนรอ รอ รอ แล้วก็รอ ซึ่งไม่รู้ว่ารออะไร และต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ อีกทั้งยังไม่ตอบคำถามหรือให้รายละเอียดที่ชัดเจนทั้งสิ้น แถมเบอร์ที่ให้ไว้ก็ไม่สามารถติดได้ ติดต่อแต่เพียงเบอร์ของศูนย์รับฟังปัญหาของสถานทูต ที่ก็ไม่สามารถตอบคำถามหรือให้ข้อมูลใดๆ ได้เช่นกัน
 
“ผมได้พยายามติดต่อและทำทุกวิถีทางในการขอกลับประเทศไทย แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือในการประสานงานกลับประเทศจากทุกฝ่าย ความช่วยเหลือเพียงสิ่งเดียวที่ได้รับคือให้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่อยู่ใหม่ ซึ่งเป็นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาก และไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย และที่สำคัญหากต้องการย้ายที่อยู่ต้องอาจจะเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่เองอีกด้วย เพราะเมื่อถามถึงเรื่องค่าใช้จ่ายก็พูดจาอึกอัก การมาเรียนต่างประเทศในครั้งนี้ และเกิดเหตุการณ์ COVID-19 นี้ทำให้รู้สึกว่าถูกสถานทูตไทยและรัฐบาลทอดทิ้ง มันน่าเศร้านะ ที่เวลาประเทศอื่นๆถามว่า ประเทศคุณไม่ส่งเครื่องบินมารับเหรอ เราก็ตอบได้เพียงว่า “รัฐบาลเขาไม่สนใจพวกฉันหรอก”


 
ทั้งนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า “ตอนนี้รอคำตอบจากทางสถานทูตและทางรัฐบาลไทยว่าหลังวันที่ 15 เม.ย. จะสามารถกลับไทยได้จริงหรือเปล่า ส่วนสภาพความเป็อยู่ตอนนี้ขาดอิสระ เพราะพักหอในของสถาบันที่ได้ทุนมาเรียนโดยรัฐบาลอินเดียให้ทุน เป็นหอชาวต่างชาติ แยกชายหญิง มีคนหลายชาติพักด้วยกัน มีคนไทย 8 คน ชาย 1 คน หญิง 7 คน เขาไม่อนุญาตให้ออกไปไหนทั้งสิ้น แม้กระทั้งขอออกไปกดเงินสด หรือซื้อน้ำที่บริเวณหน้าหอพักก็ไม่สามารถออกไปได้ อาหารก็คุณภาพแย่ แต่สถานที่พักโอเค ไม่มีปัญหาอะไร”
 
“สุดท้ายอยากให้รีบช่วยประสานกับทางสถานทูตไทยที่อินเดีย และประสานกับทางรัฐบาลอินเดียให้รีบนำคนไทยกลับประเทศให้เร็วที่สุด เพราะมีคนต้องการกลับเป็นจำนวนมาก บางคนสภาพความเป็นอยู่แย่กว่านี้ รวมถึงสภาพจิตใจที่แย่ด้วย และทุกคนพร้อมให้การร่วมมือในการกักตัวของรัฐบาลครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 27