อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

"หมู่บ้านคชานุรักษ์" แก้ปัญหาคนกับช้างอย่างยั่งยืน

ครอบรอบ 1 ปีจัดตั้ง “หมู่บ้านคชานุรักษ์” ภายใต้โครงการ “พัชรสุธาคชานุรักษ์” ให้ชาวบ้านเรียนรู้พฤติกรรมช้างและการประกอบอาชีพ คนกับช้างอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล พุธที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 15.59 น.

แก้ปัญหาคนและช้างอย่างยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นองค์ประธานโครงการ “พัชรสุธาคชานุรักษ์” ซึ่งหนึ่งในการดำเนินงานสำคัญคือ การจัดตั้ง “หมู่บ้านคชานุรักษ์” เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมของช้างให้แก่ราษฎร รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การประกอบอาชีพ และมีการตั้ง “กองทุนคชานุรักษ์” ให้ชุมชนมีกองทุนสำรอง โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะองค์ประธานกรรมการโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานป้ายชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” และพระราชทานเงินจัดตั้ง “กองทุนคชานุรักษ์” ให้แก่ตัวแทนชุมชนเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2562 ณ อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อ.เขาชะเมา จ.ระยอง



ปัจจุบันมีการจัดตั้งหมู่บ้านคชานุรักษ์ต้นแบบจำนวน 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 14 บ้านคลองมะหาด ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา, หมู่ 4 บ้านเขาใหญ่ ต.พวงทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี, หมู่ 7 บ้านเขาจันทร์ ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง, หมู่ 3 บ้านเนินจำปา ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และหมู่ 28 บ้านสระหลวง ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมาภาพปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างลดลงไปจากเมื่อก่อน เพราะคนได้เรียนรู้วิธีการขับไล่อย่างถูกวิธี มีการเฝ้าระวังเตือนภัยจากช้างป่าอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันในภาคครัวเรือนมีการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านปลูกพืชผักสวนครัว หรือการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว นับเป็นการสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน

สมชาย รถทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านเนินจำปา ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เล่าให้ฟังถึงสภาพปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปีที่ช้างป่าลงจากป่ามาหากินแถวบริเวณชายป่าทำลายพืชผลของชาวบ้านได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเนื่องจากไม่รู้วิธีการไล่ช้าง ชาวบ้านจึงมีการไล่ช้างแบบผิด ๆ ส่งผลให้ช้างตกใจและทำร้ายประชาชน และปัญหาสำคัญอีกอย่างของชาวบ้านเมื่อถูกช้างทำลายพืชผลอันเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของครอบครัวอย่างต้นยางพารา สับปะรด มะละกอไปแล้ว ชาวบ้านก็จะไม่มีพืชผลทางการเกษตรขาย แต่เมื่อได้มีการจัดตั้งหมู่บ้านคชานุรักษ์ขึ้นมา มีเจ้าหน้าที่มาแนะนำวิธีการขับไล่ช้างอย่างถูกต้อง รวมทั้งได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน แทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างที่เคยทำกันมาก็สามารถลดปัญหาระหว่างคนและช้างป่าลงไปได้บ้าง



ด้าน สมจิต สาธุชาติ กำนัน ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เมื่อมี “หมู่บ้านคชานุรักษ์” ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านชุมชนบ้านคลองมะหาดหมู่ 14 ได้เรียนรู้ปรับเปลี่ยนอาชีพให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว นอกจากนี้ยังเรียนรู้พฤติกรรมของช้างพร้อมสร้างความเข้าใจถ่ายทอดพฤติกรรมของช้างแก่คนในชุมชนและเยาวชน ทั้งยังมีการตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังช้างป่ารวม 200 คน ซึ่งเรียนรู้แนวทางป้องกันภัย และการแจ้งเตือนภัยช้างป่าจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เพื่อเตือนภัยและป้องกันภัยช้างป่าอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาชุมชนแบบพึ่งตนเอง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขุดลอกร่องน้ำข้างถนนเส้นล่างบนเนินน้อย และปรับปรุงระบบสูบน้ำด้วยแสงอาทิตย์เสริมโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ และพัฒนาแปลงปลูกป่าถาวรเพื่อปรับให้เป็นพื้นที่กันชนช้างได้มาพักอาศัยโดยไม่รบกวนชุมชน กำหนดให้ช้างป่าเดินทางกลับเข้าเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนในอนาคต

ขณะเดียวยังมีการใช้รั้วรังผึ้งป้องกันช้างป่า โดยการสนับสนุนองค์ความรู้จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช เพื่อสร้างอาชีพทางเลือกให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาของชาวแซมบุรู ประเทศเคนยา ที่พบว่าช้างป่ามักจะเดินหนีรังผึ้งหรือพื้นที่ที่มีผึ้งอาศัยอยู่ และผลพลอยได้ของราษฎรจากการทำรั้วรังผึ้งคือ สามารถนำน้ำผึ้งไปจำหน่าย ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและการจำหน่ายน้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำผึ้งได้อีกด้วย.